
มาฆบูชาร่วมอนุโมทนากับชาวพุทธในอินเดีย (ตอน๑๘)
....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบอาราธนาพระอาจารย์ ช่วยกรุณาเล่าเรื่องผลความสำเร็จของการจัดงานมาฆบูชาโลกในประเทศอินเดีย และมุมมองใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา อันควรแก่การศึกษาตามที่ปรากฏในบทความ สว่าง ณ กลางใจ ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์...
วิสัชนา : อันเป็นหลักธรรมดาที่ต้องยอมรับกับความเกิดขึ้น ปรากฏ และแปรเปลี่ยนไปว่า ...มันเป็นเช่นนี้เอง (อิทัปปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตา) หรือสามารถกล่าวให้กระชับตามหลักธรรมเพื่อความเข้าใจกฎความเป็นธรรมดา ซึ่งพระผู้มีพระภาคของเราตรัสรู้โดยการเข้าถึงหลักดังกล่าวนั้น จึงได้นำมาแสดง จำแนก แจกแจง อย่างเปิดเผยโดยให้เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ... ภาวะที่เป็นอย่างนั้น (ตถตา) ... ภาวะที่ไม่คลาดเคลื่อนไปได้ (อวิตถตา) และภาวะที่ไม่เป็นอย่างอื่น (อนัญญถตา) นั้นคือ สภาวธรรมที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ เป็นธรรมนิติ เป็นธรรมนิยาม ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา (Conditionality) ซึ่งสามารถเรียกกระบวนการดังกล่าวอันเป็นปัจจัยสัมพันธ์ที่เป็นไปตามความเป็นธรรมดาว่า ปฏิจจ สมุปบาทธรรม ก็ย่อมได้ หากเข้าใจในหลักธรรมดังกล่าวก็ย่อมเข้าใจถึงความจริงโดยไม่ต้องไปเชื่อผู้อื่นว่า
“เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น หรือเมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” ดังภาษาบาลีที่ว่าอิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปปชฺช ติ
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เมื่อเข้าใจหลักความจริงดังกล่าว จึงควรกลับมาพิจารณาคำว่า
“ธรรมจัดสรร” ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ปรากฏหรือเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดาหรืออย่างเป็นปกติ อันแท้จริงคือความหมายของนิยามหรือกฎธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งมีลักษณะทั่วไปอย่างเดียวกันทั้งหมด ได้แก่ ความเป็นธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย ซึ่งในพระพุทธศาสนาเองจะแสดงกฎธรรมชาติหรือนิยามไว้ ๕ อย่าง ลองพิจารณาดู ได้แก่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม และธรรมนิยาม (นิยาม แปลว่า กำหนดอันแน่นอนหรือความเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ดังเช่นเมื่อมีเหตุปัจจัยนั้นๆ แล้ว ก็จะมีความเป็นไปอย่างนั้นๆ แน่นอน ไม่แปรเป็นอย่างอื่น และไม่เปลี่ยนไปจากนั้น)จริงๆ แล้วในนิยามทั้งหลายนั้นสามารถประชุมลงใน
“ธรรมนิยาม” ได้ทั้งหมด เพราะเป็นหลักใหญ่มีความหมายครอบคลุมในกฎธรรมชาติทั้งหลาย ที่แสดงความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันของสิ่งทั้งหลาย ที่กล่าวเรียกได้ในอีกลักษณะหนึ่งตามนิยามว่า “ความเป็นไปตามธรรมดา” ดังเช่น กฎแห่งพระไตรลักษณญาณ อันได้แก่ พระอนิจจัง พระทุกขัง และพระอนัตตา หรือความปรากฏเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลาย ตั้งอยู่และดับไป ซึ่งเป็นผลธรรมดาของความไม่เที่ยง ถูกปัจจัยบีบคั้น และไม่เป็นอัตตาคือไม่สามารถให้เป็นไปตามความปรารถนาได้ อยู่นอกเขตความควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการอ่านต่อฉบับหน้า







