posttoday
จับตายุโรปช่วยไซปรัส มาตรฐานเข้ม ที่โลกกลัว

จับตายุโรปช่วยไซปรัส มาตรฐานเข้ม ที่โลกกลัว

19 มีนาคม 2556

กลายเป็นที่จับตามองจากตลาดหุ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์ในทันที สำหรับความเคลื่อนไหวของวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่คาดว่าจะกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นที่จับตามองจากตลาดหุ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์ในทันที สำหรับความเคลื่อนไหวของวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่คาดว่าจะกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ไซปรัสได้กลายเป็นประเทศที่ 5 ต่อจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ที่ต้องขอรับเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.9 แสนล้านบาท) จากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ว่าเงินก้อนดังกล่าวจากอียูและไอเอ็มเอฟจะมีส่วนช่วยให้ไซปรัสไม่ต้องเสี่ยงเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ในเดือน พ.ค.นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ได้เลยว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ เพราะมีการเลื่อนออกไปแล้วถึง 2 ครั้ง

สาเหตุที่นำไปสู่การเลื่อนการพิจารณาก็คือ ความกังวลว่าเงื่อนไขที่ผูกติดมาพร้อมกับเงินช่วยเหลือของอียูกับไอเอ็มเอฟในครั้งนี้นั้น อาจนำไปสู่การคัดค้านของรัฐสภา เนื่องจากเงื่อนไขการแลกรับความช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านยูโร ต้องบอกได้คำเดียวสั้นๆ ว่า “อภิมหาโหด” อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ให้ผู้ถือครองเงินฝากธนาคารในประเทศต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับการช่วยแก้ไขวิกฤตหนี้ของชาติที่ส่วนใหญ่เกิดจากภาคธนาคารด้วยการจ่ายภาษี โดยกำหนดให้ผู้ที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนยูโร โดนชาร์จภาษีที่ 6.75% ส่วนผู้ที่มีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไปนั้น จะโดนรีดภาษีที่ 9.9%

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เงื่อนไขดังกล่าวจะได้รับการต่อว่าต่อขานจากนักวิเคราะห์หลายสำนักว่า อียูกับไอเอ็มเอฟกำลังสร้างเงื่อนไขและจุดชนวนความตื่นตระหนกแก่วิกฤตหนี้ยูโรโซนให้กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ออกมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรในประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ในกรณีเร่งด่วนและจำเป็น (โอเอ็มที) วิกฤตหนี้ยูโรโซนดูจะผ่อนคลายความกังวลลงไปมาก

เพราะการออกเงื่อนไขรับความช่วยเหลือด้วยการโยนภาระส่วนหนึ่งไปให้ประชาชนและผู้ถือครองเงินฝากในธนาคารของไซปรัส กำลังนำไปสู่ภาวะความไม่เชื่อมั่นในความมั่นคงทางการเงินของไซปรัสเอง และยังรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยูโรโซนด้วย โดยดูได้จากการที่ชาวไซปรัสออกมาแห่ถอนเงินออกจากธนาคารอย่างหนักหลังการออกมาตรการดังกล่าว ขณะที่ตลาดหุ้นในยุโรปเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ดิ่งลงอย่างหนัก ส่วนทางด้านผลตอบแทนพันธบัตรของบางประเทศ อาทิ สเปนและอิตาลี ก็เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันตลาดไม่ได้มองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในไซปรัสตอนนี้เพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่ได้มองข้ามไปถึงขนาดที่ว่าในอนาคตหากต้องมีประเทศในยูโรโซนต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟอีก ประเทศนั้นๆ อาจจะต้องเสี่ยงเดินตามรอยเงื่อนไขสุดหินต่างๆ ซ้ำรอยเหมือนอย่างที่ไซปรัสกำลังจะเผชิญอยู่ในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะในรายของสเปนและอิตาลีนั้น มีความเสี่ยงมาก เพราะลักษณะปัญหาที่เกิดจากหนี้เน่าภาคธนาคารมีความคล้ายคลึงกับไซปรัส

“มาตรการเก็บภาษีจากผู้ฝากเงินในไซปรัสกำลังสร้างปัญหาในเชิงระบบและความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นว่า ในอนาคตเงื่อนไขการรับความช่วยเหลือสุดโหดที่ไซปรัสเผชิญอยู่จะถูกนำเอาไปใช้กับประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนอีกหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเทศหนึ่งจำเป็นต้องเอ่ยขอรับความช่วยเหลือขึ้นมา” โจอาชิม เฟลส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ สาขาลอนดอน กล่าว

ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับทัศนะของ อนาลิซา ปาอาสซา นักวิเคราะห์จากนิวเอจสเตรทจี ที่เผยว่า เงื่อนไขสุดหินที่อียูและไอเอ็มเอฟมอบให้กับไซปรัสนั้นกำลังสร้างความหวาดวิตกไปทั่วทั้งยูโรโซน โดยเฉพาะประเทศที่ประสบปัญหาหนี้อย่างหนัก และกลุ่มประเทศที่คาดว่าอยู่ในข่ายอาจต้องขอรับความช่วยเหลือในอนาคต

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากนิวเอจสเตรทจี ได้เผยอีกด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้สิ่งที่ยูโรโซนจะเลี่ยงไม่พ้นก็คือภาวะเงินทุนบางส่วนที่จะไหลออก ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ก็จะสูงขึ้นอย่างหลีกหนีไม่พ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปน อายุ 10 ปี ในช่วงเช้าของวันที่ 18 มี.ค. ที่เพิ่มสูงขึ้น 0.14 จุด มาอยู่ที่ 5.06% ขณะที่อิตาลีขึ้นมา 0.13% มาอยู่ที่ 4.73%

จึงไม่แปลกที่ภาวะดังกล่าวจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ต่างพากันดิ่งลงเหวเป็นทิวแถวเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ไม่ว่าจะเป็นนิกเกอิของญี่ปุ่น ฮั่งเส็งของฮ่องกง หรือตลาดหุ้นยุโรป

นอกจากนี้ เงื่อนไขเงินก้อนที่อียูและไอเอ็มเอฟให้กับไซปรัสในลักษณะที่ไม่ใช่ความช่วยเหลือ โดยการให้เงินกู้ก้อนใหญ่แถมยังมีเงื่อนไขรัดเข็มขัดที่่หนักหนาสาหัส ก็เป็นการเริ่มสะท้อนให้เห็นแล้วว่าบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ในยูโรโซน เช่น เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ เริ่มอยากจะเอาตัวออกห่างจากปัญหาหนี้ยูโรโซนมากยิ่งขึ้น

ดังเห็นได้จากปฏิกิริยาของเยอรมนีที่ประกาศลั่นก่อนที่อียูและไอเอ็มเอฟจะเคาะจำนวนเงินช่วยเหลือให้ไซปรัสออกมาว่า เงินที่จะไปให้ความช่วยเหลือไม่ควรเกิน 1 หมื่นล้านยูโร

อีกทั้ง แม้ว่าเยอรมนี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจต่างๆ ของอียูจะพยายามส่งสัญญาณว่าการที่ต้องใช้เงื่อนไขแบบสุดหินก็เพื่อจะป้องกันการเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้โอบอุ้มเหล่าเศรษฐีรัสเซียที่นำเงินมาฝากไว้ในแบงก์ไซปรัสเป็นจำนวนมากเพื่อฟอกเงิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เยอรมนีในสายตาของชาวไซปรัสดูดีขึ้นเลย ซ้ำร้ายในความรู้สึกของประชาชนบางส่วนก็รู้สึกว่ากำลังถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนละชนชั้น ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนที่ได้รับเงินช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้

จึงกล่าวได้ว่า นี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งรอยร้าวที่ยูโรโซนกำลังเผชิญเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้เยอรมนีในสายตาชาวกรีซก็ตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่มาแล้ว เนื่องจากไปแสดงท่าทีในการกดดันให้รัฐบาลใช้แผนรัดเข็มขัดอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาไซปรัส ประเทศเล็กที่มีขนาดเศรษฐกิจไม่ถึง 0.1% ของยูโรโซนแห่งนี้จึงอาจกลายเป็นชนวนที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ได้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน