posttoday
สิ้นปีนี้กู้ก้อนแรก...1 หมื่นล้านบาท

สิ้นปีนี้กู้ก้อนแรก...1 หมื่นล้านบาท

18 มีนาคม 2556

จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท คงต้องรอให้กฎหมายผ่านการพิจารณาจากสภาก่อน และคาดว่าเริ่มกู้เงินก้อนแรกในช่วงปลายปี 2556 ในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายกรรมสิทธิ์ต่างๆ หลังจากนั้นจะทยอยกู้เงินในช่วง 7 ปี คาดว่าต้องกู้มากสุดในปีที่ 35 หรือปี 2559-2561 เฉลี่ยวงเงินประมาณ 35 แสนล้านบาทต่อปี และยืนยันว่าการกู้เงินดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยอยู่ไม่เกิน 50% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 45% ต่อจีดีพี

จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท คงต้องรอให้กฎหมายผ่านการพิจารณาจากสภาก่อน และคาดว่าเริ่มกู้เงินก้อนแรกในช่วงปลายปี 2556 ในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายกรรมสิทธิ์ต่างๆ หลังจากนั้นจะทยอยกู้เงินในช่วง 7 ปี คาดว่าต้องกู้มากสุดในปีที่ 35 หรือปี 2559-2561 เฉลี่ยวงเงินประมาณ 35 แสนล้านบาทต่อปี และยืนยันว่าการกู้เงินดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยอยู่ไม่เกิน 50% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 45% ต่อจีดีพี

ทั้งนี้ สบน.เตรียมจัดทำแนวทางเพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแผนการคืนเงินต้นสำหรับเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยเริ่มใช้หนี้คืนในปีที่ 11 ในอัตราไม่เกิน 23% ของวงเงินกู้ หรือประมาณ 45 หมื่นล้านบาท คาดว่าแนวทางนี้จะทำให้สามารถใช้หนี้หมดภายใน 50 ปี จากเดิมการกู้เงินของรัฐบาลไม่เคยมีการกำหนดแนวทางใช้คืนเงินต้นไว้เลย

“ในการกู้เงิน สบน.มีเครื่องเตรียมไว้หลายตัว ระยะเวลาการกู้เงินแตกต่างกันไปตั้งแต่ 3 ปีจนถึง 50 ปี ยืนยันว่าไม่มีปัญหา เพราะการกู้เงินเป็นลักษณะทยอยกู้เป็นเวลา 7 ปี และเงินกู้ดังกล่าวมีส่วนทำให้เศรษฐกิจในอนาคตเติบโตขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเติบโตทำให้มีเงินมาใช้หนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งการกำหนดให้คืนเงินต้นที่ 23% เป็นการกำหนดเบื้องต้น ถ้ารัฐมีเงินมากสามารถใช้หนี้มากกกว่ากำหนด เพื่อทำให้หนี้หมดก่อน 50 ปีได้” จุฬารัตน์ กล่าวขณะนี้สบน.กำลังเตรียมความพร้อมในการกู้เงินตามนโยบายรัฐบาลทั้งเรื่องของกู้ตามบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และเงินกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อนำมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยในช่วงของเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทนั้น เป็นการกู้เงินตามพรก.มีกำหนดต้องแล้วเสร็จก่อนเดือนมิ.ย. 2556 นี้ และเงินกู้ 2 ล้านล้านนั้นคาดว่าจะเริ่มกู้ก้อนแรกได้ในช่วงปลายปี 2556 จำนวนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

สำหรับการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้กู้มาแล้ว 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าในเดือน มี.ค. กู้อีก 3 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นจะเปิดประมูลเงินกู้ครั้งละ 35 หมื่นล้านบาท ไปจนถึงเดือน มิ.ย. ซึ่งการกู้ดังกล่าวจะเป็นลักษณะเปิดวงเงินไว้กับธนาคาร และเบิกมาตามความคืบหน้าของโครงการลงทุน คาดว่าจะเบิกเงินกู้ได้หมดภายในระยะเวลา 4 ปี ขณะนี้กำลังรอข้อสรุปโครงการจากคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อนำมากำหนดวงเงินกู้ให้ชัดเจน คาดว่าช่วงปลายเดือน เม.ย. จะได้ข้อสรุปทั้งหมด

ด้าน วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมีความพร้อมเข้าไปร่วมระดมทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ทั้งรูปแบบการเข้าไปเป็นที่ปรึกษา และระดมเงินกู้ในรูปแบบต่างๆ ถือว่าธนาคารมีโอกาส ส่วนหนึ่งเพราะเป็นธนาคารที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ติดต่อผ่านธนาคาร มีแต่ธนาคารเป็นฝ่ายจัดหาข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อม ซึ่งธนาคารมองว่าการลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากขนาดนี้ของรัฐบาลไม่มีความเสี่ยง จากการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับ 40% ถือว่ายังต่ำ ขณะที่รัฐบาลมีรายได้เติบโตต่อเนื่อง เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้ของรัฐบาลจะทำให้หนี้สาธารณะขยับไม่เกิน 50%

“ตอนนี้สภาพคล่องธนาคารเพียงพอ ไม่มีปัญหา ได้ยินว่ารัฐบาลจะกู้เงินในประเทศ คิดว่าทุกแบงก์คงเข้าร่วมเหมือนกัน เพราะนี่เป็นการลงทุนค่อนข้างใหญ่ในรอบ 67 ปี หลังจากเจอวิกฤตการเงินสหรัฐ น้ำท่วม ม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดง ทำให้การลงทุนหยุดมานาน การลงทุนต่อจีดีพีจึงถือว่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งถ้าเงินเราเหลือก็พร้อมสู้ ถ้าไม่เหลือก็ไม่สู้ เพราะกำไรน้อย” วรภัค กล่าว

วรภัค กล่าวว่า ธนาคารยังคงนโยบายสินเชื่อภาครัฐเหมือนเดิม คือ หากสภาพคล่องมีเพียงพอก็พร้อมเข้าไปร่วมประมูล แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกโครงการ เพราะกำไรจากสินเชื่อภาครัฐจะต่ำ ซึ่งหลังจากนี้จะยังเห็นการแข่งขันดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์มากขึ้น เพราะรัฐบาลมีความต้องการระดมทุนต่อเนื่อง ส่วนการขอกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น รัฐบาลเป็นฝ่ายค้ำประกัน จึงไม่มีความเสี่ยง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน จำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ อายุหุ้นกู้ 5.5 ปี ครบกำหนดเดือนก.ย. 2561 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.25% สาเหตุที่ต้องออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐเป็นหลัก ขณะนี้ตลาดยังอยู่ในช่วงจังหวะที่ดี วงเงินระดับนี้ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบเงินกองทุนของธนาคารที่มีอยู่ 15% ซึ่งก็สามารถรองรับการขยายสินเชื่อได้เพียงพอ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน