
ใช้ฝีมือบริหาร
ในที่สุด ปัญหาการขาดก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากการที่แหล่งก๊าซธรรมชาติยานาดา ในพม่า จะทำการหยุดจ่ายก๊าซ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้
ในที่สุด ปัญหาการขาดก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากการที่แหล่งก๊าซธรรมชาติยานาดา ในพม่า จะทำการหยุดจ่ายก๊าซ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้
โดยที่ไม่ต้องทำให้เกิดความตื่นตระหนก สร้างความตกใจไปทั่ว ทั้งต่อคนไทยและนักลงทุนชาวต่างประเทศ เหมือนที่รัฐบาลโดย นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงานพยายามสร้างกระแสมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน เคยออกมาเตือนแล้วเรื่องนี้เป็นปัญหาการบริหารจัดการของรัฐบาล เพราะพม่าหยุดจ่ายก๊าซเป็นปกติประจำปี และแจ้งให้ฝ่ายไทยรู้ล่วงหน้ามาโดยตลอด
สถานการณ์ไฟฟ้าในช่วงที่พม่าหยุดจ่ายก๊าซ จึงไม่ใช่ประเด็นวิกฤตพลังงาน แต่เป็นเรื่องประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐบาล
ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้บริหารจัดการ โดยการขอความร่วมมือสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ลดการใช้ไฟฟ้าในการเดินเครื่องจักรการผลิต การขอให้ห้างและประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ ก็สามารถเพิ่มปริมาณสำรองไฟฟ้าที่เคยลดต่ำลงเหลือเพียง 600 เมกะวัตต์ มาเป็น 1,600 เมกะวัตต์สูงกว่ามาตรฐานด้วยซ้ำ
มากพอที่ รมว.พลังงานจะออกมาประกาศว่า จะไม่เกิดสถานการณ์ไฟดับ หรือไฟตก ในวันที่ 5 เม.ย.ที่คาดว่าจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก)
รวมทั้งไม่ต้องขึ้นราคาค่าไฟฟ้า เพราะต้องหันมาใช้น้ำมันเตาหรือน้ำมันดีเซลที่มีต้นทุนสูงกว่าก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้าอีกด้วย
ทั้งนี้ หากรัฐบาล โดย รมว.พลังงานเปลี่ยนวิธีการตั้งรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันแรกที่รับทราบเรื่องการขาดก๊าซในการผลิตไฟฟ้า ด้วยวิธีการดังกล่าว โดยไม่ต้องสร้างความตื่นตกใจ ก็จะได้ผลลัพธ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน
แม้ว่าการกระตุ้นให้ประชาชนประหยัดการใช้พลังงานจะเป็นเรื่องที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
แต่ก็ควรมีการวางแผนและให้ข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญต้องมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย
เพื่อไม่ให้ประชาชนกลายเป็นเหยื่อของความตื่นตระหนกโดยใช่เหตุอีกต่อไป







