posttoday
ความรุนแรงเตะสกัดเจรจาไม่ใช่ทางลัดสันติภาพ

ความรุนแรงเตะสกัดเจรจาไม่ใช่ทางลัดสันติภาพ

06 มีนาคม 2556

สถานการณ์ความรุนแรงชายแดนภาคใต้คงไม่มีทางดีขึ้นชั่วข้ามคืน ภายหลังการร่วมลงนามพูดคุยเพื่อสันติภาพ

โดย...อภิวัง สุปรีชาวุฒิพงศ์

สถานการณ์ความรุนแรงชายแดนภาคใต้คงไม่มีทางดีขึ้นชั่วข้ามคืน ภายหลังการร่วมลงนามพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของไทย กับ ฮัสซัน ตอยิบ เลขาธิการขบวนการบีอาร์เอ็น

ปัญหามิใช่แค่ว่า ฮัสซัน หรือ อาแซ ตอยิบ นั้น เป็นผู้มีอิทธิพลต่อขบวนการก่อความไม่สงบจริงหรือไม่ แต่ยังต้องมองลึกลงไปอีกว่า ต่อให้ ฮัสซัน ตอยิบ เป็นตัวจริง แต่การเจรจาจะได้ผลออกมาสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของขบวนการก่อความไม่สงบหรือไม่

คำถามแรก อาจมาจากช่วง 9 ปีของความรุนแรงที่ผ่านมา บีอาร์เอ็นและฮัสซันไม่เคยแสดงตัวออกมาให้เห็นว่าอยู่เบื้องหลัง แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชื่อเป็นคู่หารือสันติภาพกับฝ่ายไทย

ฮัสซัน ตอยิบ เป็นสมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็นในยุคแรก ภายใต้การนำของ อับดุลการิม บิน ฮัสซัน หรืออาเยาะการิม ภายหลังอาเยาะการิมเสียชีวิตในปี 2539 ฮัสซัน ตอยิบ ก็รั้งตำแหน่งเลขาธิการเรื่อยมา

น่าสังเกตว่า ข้อมูลหน่วยงานความมั่นคงของไทยระบุว่า ในปี 2539 ขบวนการต่อสู้ต่างๆ ซึ่งเดิมได้รวมตัวกันในชื่อขบวนการเบอร์ซาตู ได้ประชุมร่วมกัน ฮัสซัน ตอยิบ เข้าร่วมประชุมในฐานะตัวแทนบีอาร์เอ็นและมีการร่างข้อตกลงจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเอกราชปัตตานีเพื่อเจรจากับรัฐบาลไทย นั่นหมายถึง ฮัสซัน ตอยิบ มีเครือข่ายสายสัมพันธ์กับแกนนำของขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกกลุ่ม

ฮัสซัน ตอยิบ อาจจะไม่สามารถสั่งให้ทุกกลุ่มยุติการก่อเหตุรุนแรงได้ แต่อย่างน้อยเขาสามารถที่จะต่อสายเชื่อมให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุยรับฟังแนวทางสันติภาพที่รัฐบาลไทยกำลังหยิบยื่นเสนอบนโต๊ะเจรจาได้

หากจำแนกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ปรากฏออกมาให้เห็น สามารถแยกได้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กองกำลังที่ปฏิบัติการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 2.กลุ่มแกนนำที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และ 3.กลุ่มโพ้นทะเลทั้งยุโรปและประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งเคลื่อนไหวประเด็นการเมือง ให้องค์กรสากลเข้าแทรกแซงปัญหาชายแดนภาคใต้

บทบาทของ ฮัสซัน ตอยิบ อาจไม่ใช่คัตเอาต์ แต่เขาเป็นสะพานที่จะเชื่อมไปยังกลุ่มก่อความรุนแรงทุกกลุ่มได้

ส่วนคำถามที่สอง น่าจะเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดของสันติภาพชายแดนภาคใต้ วิธีการเจรจานั้นสอดคล้องกับการต่อสู้ของกลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่หรือไม่ เพียงคล้อยหลังการลงนามก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่อีกหลายครั้ง ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าสถานการณ์จะดีขึ้นแต่อย่างใด

ยิ่งรัฐบาลไทยยืนยันว่าไม่สามารถสนองข้อเรียกร้องสูงสุดของขบวนการที่ต้องการเอกราชได้ กลุ่มก่อเหตุซึ่งได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่ง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจับอาวุธใช้ความรุนแรงต่อสู้ตามที่ถูกปลูกฝังต่อไป

หากย้อนกลับไปศึกษาแนวคิดผู้ก่อความไม่สงบ จากเอกสาร “เบอร์ญิฮาด ดิ ปัตตานี” หรือการต่อสู้ที่ปัตตานี ซึ่งพบในศพของผู้ก่อเหตุในมัสยิดกรือเซะ ซึ่งสรุปแนวคิดการต่อสู้ได้ว่ายึดหลัก 1 ต้อง 6 ไม่ 3 ผล

1 ต้อง คือ ใช้ ญิฮาด เป็นเครื่องมือต่อสู้เพื่อปัตตานี

6 ไม่ คือ ไม่ประนีประนอม ไม่เจรจา ไม่หนี ไม่มอบตัว ไม่เอาเขตปกครองพิเศษ และไม่เอาระบบรัฐสภา (ต้องการใช้กฎหมายอิสลาม)

3 ผล คือ ชัยชนะ พ่ายแพ้ และสืบทอดภารกิจให้ชนรุ่นต่อไป

ดังนั้น การพูดคุยหารือกันไม่ใช่ทางลัดไปสู่สันติภาพ แต่เป็นทางที่คดเคี้ยวและทอดยาวให้ทุกฝ่ายต้องบุกบั่นฝ่าพงหนาม

หาก “เอกราช” ยังเป็นข้อเรียกร้องสูงสุดของกลุ่มต่อสู้ และ “ประเทศไทยจะแบ่งแยกมิได้” เป็นจุดยืนของรัฐไทย กระบวนการพูดคุยจึงเป็นพื้นที่การต่อรอง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด โดยสูญเสียน้อยที่สุด

แน่นอนว่า หลังลงนาม แต่ละฝ่ายยังไม่ทันได้ยื่นข้อเสนอ เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจึงยังไม่สามารถชี้ชัดอะไรได้ เพียงแต่หากหวังถึงสันติภาพ ก็ต้องอดทนรออย่างหนักแน่น

หากการลงนามพูดคุยเป็นวิธีทางการเมือง และความรุนแรงเป็นวิธีการทางทหาร ณ เวลานี้ วิธีการทางการเมืองเพิ่งเริ่มต้นและยังหยุดนิ่ง อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงกำหนดนัดหมายหารือกันของทั้งสองฝ่ายในวันที่ 14 มี.ค. แต่ระหว่างทางที่การเมืองหยุดนิ่ง การทหาร (ความรุนแรง) ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น อาจเพื่อใช้ความได้เปรียบในการควบคุมการก่อเหตุเป็นข้อได้เปรียบในการต่อรองบนโต๊ะเจรจา

น่าเสียดายที่รัฐบาลซึ่งชิงนำเปิดเกมรุกทางการเมืองได้ กลับชะลอบทบาทของตัวเอง ซึ่งทำให้ถูกความรุนแรงโต้กลับ ข้อเสนอของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ที่ให้รัฐบาลอธิบายขั้นตอน ขอบเขต ผู้เกี่ยวข้องในการพูดคุยสันติภาพและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่นั้น น่าสนใจอย่างยิ่ง หากต้องให้กระบวนการพูดคุยบรรลุวัตถุประสงค์ของสันติภาพ

รัฐบาลอาจต้องชี้แจงนโยบายการพูดคุยที่ว่านี้ต่อรัฐสภา นอกจากจะยืนยันถึงความตั้งใจที่จะสร้างสันติภาพแล้ว ยังเป็นการทำลายความชอบธรรม หากกลุ่มใดยังคงใช้ความรุนแรงต่อสู้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้