
กิตติรัตน์แจงกู้2ลล.ลั่นดันร่างเข้าสภาก่อนเม.ย.
รมว.คลัง ควง รมว.คมนาคม แจงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำยึดวินัยการคลัง ดันร่าง พ.ร.บ. เข้าสภาก่อน เม.ย.
รมว.คลัง ควง รมว.คมนาคม แจงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำยึดวินัยการคลัง ดันร่าง พ.ร.บ. เข้าสภาก่อน เม.ย.
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจง ผ่านรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศ ในการลงทุนโครงข่ายระบบโทรคมนาคมขนส่ง วงเงิน 2 ล้านล้านบาท
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม เสนอยุทธศาสตร์ให้ครม.พิจารณาเห็นชอบในหลักการว่าจะลงทุนโครงสร้างระบบโทรคมนาคมขนส่ง ทั้งทางราง ทางน้ำ ขนส่ง ซึ่งจะเสนอครม.อีกครั้ง แต่ก่อนจะเสนอ ครม. จะนำแนวทางเสนอต่อสาธารณชนเพื่อรับทราบและฟังความเห็น นำความเห็นมาปรับปรุง จากนั้นจะนำพ.ร.บ.ฯเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ภายในสมัยประชุมนี้ หรือก่อนกลางเมษายน กรอบวงเงินลงทุนใหญ่ เราพูดกันที่ 2 ล้านล้านบาท คำนวณตามกรอบวินัยการคลังแล้ว มีความพร้อม คุ้มค่า และคุมยอดรวมวินัยการคลังได้เป็นอย่างดี
รองนายกฯ กล่าวว่า การเป็นหนี้ของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เราเข้มงวดเรื่องกำหนดหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เราไม่ควรมีหนี้ถึงร้อยละ 60 แต่ตอนนี้หนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ร้อยละ 43 และร้อยละ 8 เป็นหนี้สาธารณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณ เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะของเราอยู่ในระดับที่ต่ำ การลงทุนครั้งนี้รักษาวินัยการคลังได้เป็นอย่างดี และไม่ได้กู้ทันที มีการทยอยลงทุน การทยอยมีหนี้ขยับขึ้นไปตามขนาดเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เราควบคุมไม่ให้หนี้เกินร้อยละ 15 ของงบประมาณประจำปี ที่สำคัญขณะที่ลงทุนไประบบโครงสร้างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ประหยัดในด้านการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึง แหล่งเงินกู้ว่า เรามีสภาพคล่องที่เกิดจากความสำเร็จในการส่งออกสุทธิที่เป็นบวกอย่างเพียงพอมากมาย และสภาพคล่องที่ว่าคนอาจจะบอกว่าอยู่ที่ไหน ความจริงก็อยู่ในระบบ ธปท.ก็จำเป็นต้องดูสภาพคล่องไม่ให้ล้นทะลัก แทบพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าถ้าจะลงทุน 2 ล้านล้านบาท โดยไม่กู้เงินจากต่างประเทศเลยแม้แต่บาทเดียวก็ทำได้ เพราะมีสภาพคล่องเพียงพอในฐานะที่เป็นเงินบาทและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ถ้าจะกู้จากต่างประเทศบ้าง เพื่อให้ยังคงอยู่ในวงการเงินระหว่างประเทศ แต่จะพยายามใช้เงินกู้จากต่างประเทศให้น้อยที่สุด และเราก็ต้องการจัดการกับสภาพคล่องส่วนเกินที่มีด้วย
โครงการต่างๆที่มีอยู่เราพร้อมทำงานร่วมกับเอกชน แต่ก็ต้องตอบโจทย์ว่าพร้อมทำงานด้วยตัวเองหรือไม่หากเอกชนยังรีรอ เราก็พร้อมที่จะลงทุนเอง แต่ในส่วนของการลงทุนบางด้าน ก็สามารถลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนได้ และมีกฎหมายใหม่ออกมาแล้วที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนได้ ซึ่งรัฐก็ยินดีหากเอกชนสนใจ รัฐก็จะกู้ยืมน้อยลง เพราะหลายโครงการการต้องการการบริหารจัดการที่คล่องตัว ก็จะมีเอกชนเข้าม แต่หลายโครงการ การกู้โดยภาครัฐก็มีต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำกว่าเอกชน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส ถูกต้องเป็นหลัก
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมาช่วงระยะเวลา 15 ปี ประเทศไทยเรามีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่น้อยมาก จะมีการลงทุนครั้งใหญ่ประมาณปี 2539 และ 2540 ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นของงบประมาณแล้ว ตัวค่าชี้วัดปกติคือต้องไม่น้อยกว่า 25% ใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 2539 และ 2540 เราลงทุนถึง 35%-40% พอมีวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ผ่านมา 5 ปีหลังอยู่ประมาณ 15% ทำให้สภาพโครงสร้างพื้นฐานเราทรุดโทรมมาก ถ้าเราไปดู ranking ของโลกจะอยู่ในอันดับประมาณ 49 ขณะที่เพื่อนบ้านเรา เช่น ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 29 ตัวสำคัญที่ทำให้ความสามารถด้านแข่งขันของเราแข่งกับเพื่อนบ้านยากขึ้น เพราะต้นทุนในการขนส่งสูง ด้านการเชื่อมโยง โลจิสติกส์สูง ใน 10 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ทำอะไร เราจะยิ่งถอยลงมาเรื่อย ๆ ฉะนั้นเป็นตัวสำคัญ ถึงเวลาที่เราจะต้องลงทุนแล้ว ถามว่าทำไมต้องมาลงทุนเป็นครั้งใหญ่ ที่ผ่านเราพยายามเจียดงบประมาณ บางอย่างทำเป็นงบประมาณแล้วทำไม่ได้ทั้งโครงการ ถนนเส้นยาว ๆ ยุทธศาสตร์ทำ 1 ปี 10 กิโลเมตร กว่าจะครบ 100 กิโลเมตรก็ 10 ปี ดังนั้นก็เป็นแนวคิดว่าเราลงทุนครั้งใหญ่ดีกว่า เพื่อจะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เรียกว่าพลิกโฉมประเทศ
"โครงการจริง ๆ เริ่มอยู่แล้ว หลาย ๆ โครงการ เช่น เรื่องรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เรามีการเริ่มอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะเริ่มก่อสร้างคือ 3 ปี จะเริ่มเห็นผล แต่โครงการ 2 ล้านล้านบาท จะใช้เวลาประมาณ 7 ปี ที่จะใช้เวลาในการก่อสร้างและการลงทุน" นายชัชชาติกล่าว







