
กรอบการดำเนินนโยบายการเงิน โดยตั้งเป้าหมายเศรญฐกิจในรูปตัวเงิน (Nominal GDP Targeting)
เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐได้สร้างความท้าทายให้กับบรรดานักเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ปัญหาเชิงโครงสร้างและหนี้สาธารณะที่เรื้อรังในกลุ่มประเทศยูโรตลอดจนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในญี่ปุ่นนับทศวรรษ ทำให้บรรดาธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนเข้าใกล้ศูนย์ และขยายงบดุลผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ
เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐได้สร้างความท้าทายให้กับบรรดานักเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ปัญหาเชิงโครงสร้างและหนี้สาธารณะที่เรื้อรังในกลุ่มประเทศยูโรตลอดจนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในญี่ปุ่นนับทศวรรษ ทำให้บรรดาธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนเข้าใกล้ศูนย์ และขยายงบดุลผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ
Quantitative Easing (QE) ของสหรัฐ มาตรการ Outright Monetary Transactions (OMTs) ของยุโรป และมาตรการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (Asset Purchase Program) ของญี่ปุ่นและอังกฤษนับว่าเป็นการคิดออกนอกกรอบและทฤษฎีเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
เมื่อมาตรการดังกล่าวดูเหมือนจะไร้ผล นักวิชาการบางคนก็เลยเถิดคิดไปว่า กรอบการดำเนินนโยบายเดิมที่ยึดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) อาจไม่เหมาะสม ควรเปลี่ยนกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน โดยหันไปใช้เป้าหมายเป็น Nominal GDP (NGDP Targeting) หรือไม่ โดยกรอบ NGDP Targeting คือ การตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวของ NGDP ให้เท่ากับค่าเฉลี่ยระยะยาวของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) บวกกับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลาง ยกตัวอย่างเช่น เป้าการขยายตัวของ NGDP เท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี หากอัตราการขยายตัวของ NGDP ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในปีหนึ่ง ซึ่งทำให้ระดับของ NGDP ต่ำกว่าเป้า (Target Path) การดำเนินนโยบายการเงินจะต้องชดเชยการพลาดเป้าที่เกิดขึ้นนี้
โดยการกระตุ้นให้ NGDP ขยายตัวเกินกว่าร้อยละ 5 จนกว่าระดับของ NGDP จะกลับไปที่เป้าเดิม คนที่เสนอกรอบความคิดนี้ ก็คาดเดาว่าจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าในปัจจุบัน แท้จริงแนวคิดเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ NGDP Targeting มีมานานหลายสิบปีแล้ว หากแต่ล่าสุดมีการพูดถึงมากขึ้นในวงการธนาคารกลาง เพราะประเทศเหล่านี้เริ่มพบทางตัน แนวนโยบายก็ใช้มาหมดแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผล
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันยังไม่มีธนาคารกลางใดนำกรอบนี้ไปใช้จริง เนื่องจากมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ ดังนี้
1) การประเมินค่าเฉลี่ยระยะยาวของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้นทำได้ยาก
2) เป้าหมายของกรอบเองขาดความชัดเจน เนื่องจากเป็นส่วนผสมของทั้ง GDP และเงินเฟ้อ ส่งผลให้การสื่อสารต่อสาธารณชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการชี้แจงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนได้ อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการประเมินต้นทุนของภาคเอกชนอีกด้วย
3) การประกาศข้อมูล NGDP มีความถี่ต่ำ (รายไตรมาส) และค่อนข้างล่าช้า ส่งผลให้การปรับแนวทางการดำเนินนโยบายให้เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจ อาจไม่สามารถทำได้ทันท่วงที หันกลับมามองความเหมาะสมของกรอบ NGDP Targeting กับประเทศไทย
หากพิจารณาภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลักกับไทยในปัจจุบันแล้ว พบว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยประเทศหลักกำลังตกอยู่ในกับดักของเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การว่างงานสูง ในขณะที่ประเทศไทยอุปสงค์ยังเข้มแข็งและการว่างงานใกล้ศูนย์ กอปรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีพื้นที่ (Room) ไว้ใช้ในยามจำเป็น หากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้น ดังนั้นการพูดถึงการเปลี่ยนเป้าในระยะนี้อาจยังไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากอาจทำให้สาธารณชนตีความไปในทางที่ว่า เราจะใช้เป็นข้ออ้างในการผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น
ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนกรอบนโยบายไปสู่กรอบที่ยังไม่เคยนำไปใช้จริง มีความเสี่ยงในทางปฏิบัติ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting : FIT) เศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่สูงนัก รวมทั้งยังช่วยรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้ดีระดับหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อยกรอบ FIT มีความเหมาะสมกับโครงสร้างและภาวะทางเศรษฐกิจของไทย โดยมีความยืดหยุ่นและมีความชัดเจนโปร่งใส ทำให้การสื่อสารต่อสาธารณชนทำได้ง่าย ที่สำคัญภายใต้กรอบดังกล่าวสามารถใช้ผสมผสานกับเครื่องมือทางนโยบายอื่นๆ ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการกำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินเชิงระบบ (Macroprudential) ได้
การนำกรอบใหม่มาใช้ในขณะที่ตัวกรอบเองก็ยังขาดความชัดเจน อีกทั้งในทางปฏิบัติยังไม่เคยใช้ในประเทศใดๆ มาก่อน จะสร้างความไม่แน่นอนให้แก่ภาคเอกชนในการคาดการณ์เงินเฟ้อและต้นทุนในอนาคต เป็นการเพิ่มต้นทุนของความไม่แน่นอนให้แก่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย







