
ฟองสบู่ หรือไม่ฟองสบู่ เราคึดกันถี่ถ้วนรึยัง
ช่วงเวลาเกือบๆ เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเริ่มชินกับคำว่า “ฟองสบู่” กันพอสมควร คำนี้เป็นคำที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการวิเคราะห์ ให้ความเห็น และแสดงวิสัยทัศน์ของตัวบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยทุกครั้งที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีแนวโน้มและสัญญาณบางอย่างที่น่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย
ช่วงเวลาเกือบๆ เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเริ่มชินกับคำว่า “ฟองสบู่” กันพอสมควร คำนี้เป็นคำที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการวิเคราะห์ ให้ความเห็น และแสดงวิสัยทัศน์ของตัวบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยทุกครั้งที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีแนวโน้มและสัญญาณบางอย่างที่น่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย
สำหรับตัวผมเองแล้ว คำว่า “ฟองสบู่” นี้ถือว่าเป็นคำที่ “บาดใจ” ที่จะได้ยิน เพราะในฐานะคนที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มักจะถูกอ้างอิงถึงเสมอกับการเกิดภาวะฟองสบู่ ทำให้ต้องถูกถามคำถามในเรื่องนี้และให้ทัศนะอยู่บ่อยครั้งไป เรียกได้ว่าทุกครั้งที่ประเด็นเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา ที่ต้องบอกว่าบาดใจ ก็เพราะทุกคนในธุรกิจอสังหาฯ เคยได้รับบทเรียนจากภาวะฟองสบู่แตกมาแล้ว และถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ในครั้งก่อนๆ และการนำเอาบทเรียนในครั้งนั้นมาใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์กับการประกอบธุรกิจ เพื่ออย่างน้อยสิ่งที่เราทำได้ในฐานะภาคเอกชนก็คือ การพยายามอย่างดีที่สุดที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยในการนำมาซึ่งความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่อีกครั้ง
และเมื่อคำว่า “ฟองสบู่” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องแสดงความเห็นเช่นเดียวกับท่านอื่นๆ แต่ความเห็นของผมคงมิได้เป็นไปในเชิงวิชาการหรือเศรษฐศาสตร์ เพราะเชื่อว่าในแนวทางนี้ได้มีผู้ที่มีคุณวุฒิหลากหลายสาขาได้แสดงความเห็นไปแล้ว แต่ของผมจะเป็นมุมมองที่ต่างออกไป
คำว่า “ฟองสบู่” นี่ฟังดูเป็นศัพท์ที่ “บ้านๆ” มากนะครับ แต่เมื่อนำมาใช้ประกอบในเชิงเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจแล้ว มักจะถูกห้อมล้อมด้วยบริบทของภาษาในทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีทางการเงิน ดอกเบี้ย และศัพท์ทางเทคนิคต่างๆ มากมาย ซึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการเศรษฐกิจการเงินคงมิใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจและวิเคราะห์ได้ แต่อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อยสำหรับประชาชนทั่วๆ ไปที่อาจจะไม่ได้มีความรู้ในเชิงลึกมากนัก เพราะเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายครับ ถ้าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ถูกเล่าสู่กันฟังแบบเอาให้เข้าใจง่ายๆ เพราะภาคประชาชนไล่ตั้งแต่ระดับรากหญ้าเองมาจนถึงระดับปัญญาชนและเจ้าของธุรกิจต่างๆ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้งสิ้น
สิ่งที่เรามักอ่านเจอตามหน้าหนังสือพิมพ์ คือ บทสรุปและวิสัยทัศน์ในเชิงนโยบายแบบกว้างๆ และค่อนข้างเป็นแบบเหมารวม แต่สิ่งที่ผมคิดว่าขาดไปก็คือ การอ้างอิงถึงความเป็นจริงและรายละเอียดที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวพวกเราในเรื่องที่ใกล้ตัวมากกว่านี้ เราต้องไม่ลืมนะครับว่าฟองสบู่ครั้งที่แล้วเกิดในยุค 90’s ซึ่งได้ผ่านไปแล้วเกือบ 20 ปี บริบทต่างๆ ของเศรษฐกิจ สังคมต่างๆ ได้เปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว สมัยก่อนน้ำมันลิตรละ 9 บาท ตอนนี้กว่า 40 บาท สมัยก่อนเป็นยุคของ Gen X ทำธุรกิจ สมัยนี้เป็นยุคของ Gen Y หรือ Z หรือ C อะไรก็แล้วแต่ สมัยก่อนเราใช้โทรศัพท์มือถือแค่โทรหากัน ปัจจุบันเราใช้ทำเกือบทุกอย่าง สมัยก่อนต้องมีหน้าร้านในการขายของ ตอนนี้เราขายของผ่านทางโลกไซเบอร์กันแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่าการที่เราจะวิเคราะห์เปรียบเทียบแบบ Apple to Apple ตอนนั้นกับตอนนี้ด้วยการพิจารณาปัจจัยเดิมๆ ในมิติเดิมๆ ไม่น่าจะพอ
ในมิติขององค์ประกอบปัจจัยพื้นฐานหลักๆ เราก็เห็นกันอยู่แล้วนะครับว่ามีรูปแบบที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเหมือนกัน เทียบกับเมื่อก่อนแทบไม่ได้ เช่น การที่ตลาดอสังหาฯ ตอนนี้เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่เสียส่วนมากที่ครองตลาด และเป็นส่วนแบ่งทางตลาดที่นับวันก็จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ บีบให้รายย่อยที่เคยมีมากมายก็มีส่วนแบ่งที่เล็กลงทุกวันๆ และความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินรายใหญ่ๆ ที่เข้มงวดในการปล่อยกู้และมีกฎเกณฑ์มากมาย ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มี Finance เล็กๆ เป็นร้อยๆ และปล่อยกู้อย่างง่ายๆ
แล้วถ้าเรายิ่งมองลงลึกในรายละเอียดและมิติที่เพิ่มมากขึ้นขององค์ประกอบย่อยๆ อื่นๆ ผมยิ่งคิดว่าน่าสนใจ
ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวผม ก็เช่นการที่มีนักวิเคราะห์บางท่านออกมาพูดถึงการเจริญเติบโตของตลาดอสังหาฯ ตามจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แบบอ่อนๆ แล้ว ด้วยการอ้างอิงถึงปริมาณการกระจุกตัวของโครงการในใจกลางเมืองที่มีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาต่อตารางเมตรที่เริ่มถีบตัวสูงขึ้น รวมถึงการขายหมดอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการอย่างผมเห็นต่างไป และอยากชี้นำให้เห็นว่าน่าจะเอามาอ้างอิงด้วยก็คือ บริบทของปัจจัยต่างๆ ที่ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา เช่น โอกาสในการลงทุนที่เขาเห็นได้จากการเปิดประเทศในอนาคตของ AEC ธุรกิจใหม่ๆ และแรงงานที่จะเกิดขึ้นมารองรับในส่วนนี้ รวมถึงนโยบายในการกระจายรายได้ต่างๆ ของรัฐบาล และการสร้างระบบเครือข่ายขนส่งมวลชนและคมนาคมต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังเริ่มทำเพื่อช่วยในการผ่องถ่ายความเจริญทางธุรกิจมายังจังหวัดนั้นๆ เพื่อเป็นประตูในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเดินทางกลับถิ่นฐานเดิมของแรงงานในกรุงเทพฯ เพื่อมาสร้างธุรกิจของตนเอง และความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นจำนวนหัวเมืองใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นากกว่านี้
หรือในตลาดกรุงเทพฯ เองก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่มีบริบทและปัจจัยใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายที่ผมคิดว่าก็ควรนำมาช่วยวิเคราะห์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สภาพสังคมที่เป็นครอบครัวอิสระมากขึ้น และการแยกตัวออกมาจากครอบครัวของคนรุ่นปัจจุบันที่มีมากขึ้น การยอมรับในสังคมของการอยู่ร่วมกันของเพศเดียวกัน สุภาพสตรีที่เป็น Single Working Woman มีจำนวนมากขึ้น รวมถึงโอกาสของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้มากกว่าพนักงานประจำบางอาชีพที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้ทำงานจากบ้านได้ง่ายขึ้น สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบและเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคมในยุคปัจจุบันที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุคก่อนๆ
ทำไมผมถึงคิดว่าปัจจัยเล็กๆ เหล่านี้สำคัญกับการวิเคราะห์หรือครับ ก็เพราะผมเชื่อว่าประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้จะนำมาซึ่งลักษณะของอุปสงค์ที่เบี่ยงเบนไปจากเดิมที่เราเคยคุ้นๆ กันในสมัยฟองสบู่ครั้งที่แล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เช่น ถ้าหากในสภาพสังคมปัจจุบันเราเริ่มเห็นสุภาพสตรีที่เป็น Single Working Woman มีสัดส่วนมากขึ้นกว่าในอดีต ก็ต้องหมายความว่าที่อยู่อาศัยที่ดูแลง่าย และสามารถให้ความมั่นใจในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงเดินทางสะดวกทั้งทำงานและช็อปปิ้ง ก็ย่อมเป็นที่ต้องการมากขึ้นตามไปโดยปริยาย
ผมเชื่อครับว่าองค์ประกอบและบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการและสถาบันทางการเงินต่างๆ มองเห็นกันทุกคน ยิ่งในปัจจุบันที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับบุคลากรและหน่วยงานที่ทำการศึกษาแนวโน้มต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมในประเด็นที่ผมยกตัวอย่างมาแล้ว ถึงขนาดตั้งเป็นแผนกกันเลยก็มี ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่าการทำความเข้าใจในทั้งองค์ประกอบพื้นฐานหลักๆ และบริบทใหม่ๆ ทางสังคมต่างๆ จะช่วยให้เราวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้ผมอยากตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราพยายามบอกกับตลาดและประชาชนทั่วไปนั้น เป็นภาพที่เรามองกันถ้วนถี่และเกิดจากการนำเอาบริบทต่างๆ มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในรายละเอียดกันดีพอหรือยัง







