
คิดให้เบ็ดเสร็จ
คิดให้เบ็ดเสร็จกลายเป็นลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เมื่อรัฐบาลโหมกระพือข่าวไฟฟ้าตกหรือดับ วันที่ 5 เม.ย.
กลายเป็นลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เมื่อรัฐบาลโหมกระพือข่าวไฟฟ้าตกหรือดับ วันที่ 5 เม.ย.
เพราะพม่าปิดซ่อมแท่นขุดก๊าซที่ป้อนให้ไทยใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเพิ่มภาพความจริงจังในการรับมือไฟฟ้าดับให้ตื่นเต้นมากขึ้น ด้วยการขอความร่วมมือผู้ผลิตหยุดการผลิตในวันที่ 5 เม.ย. โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ออกมารับลูกด้วยว่าจะส่งหนังสือไปให้สมาชิก 42 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมเป็นผู้ประกอบการ 7,000-8,000 รายทั่วประเทศ หยุดงานวันที่ 5 เม.ย.นี้
ผลจากเรื่องดังกล่าวสร้างความหวาดผวาไปทั่วโลก ไม่แพ้เมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ซึ่งเป็นผลงานบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลชุดนี้ ที่ทำให้ชิ้นส่วน วัตถุดิบส่วนประกอบบางอย่าง รวมถึงสินค้าที่ไทยเป็นฐานผลิตหลักส่งป้อนไปทั่วโลก เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนไอที ชิ้นส่วนรถยนต์ ขาดตลาดไปทั่วโลก
ดังนั้น ข่าวหยุดผลิตทั่วประเทศเพื่อรับมือไฟฟ้าดับครั้งนี้ ผู้ผลิตจากต่างประเทศจึงสอบถามผู้ผลิตไทยถึงเรื่องจะหยุดผลิตวันที่ 5 เม.ย. ว่า จะกระทบคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์สินค้า ชิ้นส่วนอะไหล่ ที่ตกลงกันไว้ให้ต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ เนื่องจากชิ้นส่วนจากไทยต้องนำไปประกอบกับแหล่งผลิตประเทศอื่นให้ต้องเลื่อนตามไปด้วย
นอกจากนี้ บางอุตสาหกรรมหากปิดเครื่องหยุดผลิตไป 1 วัน กว่าจะกลับมาเริ่มกระบวนการผลิตให้เป็นปกติได้ ต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าจะวอร์มเครื่องจักรให้กลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนโสหุ้ยต่างๆ ในการเริ่มเดินเครื่องที่สูงมาก
แนวทางเพิ่มเติมในการแก้ปัญหาไฟฟ้าดับวันที่ 5 เม.ย.ของรัฐบาล ซึ่งเพิ่มเติมจากแผนฉุกเฉินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 8 แนวทาง เช่น เตรียมนำโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลเดินเครื่องทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซที่หายไป รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (เอสพีพี) เพิ่มผลิตไฟฟ้าจากต่างประเทศเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว ประสานงานกรมชลประทานเพิ่มระบายน้ำผลิตไฟฟ้า จึงกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้กับแผนฉุกเฉินรับมือไฟฟ้าดับ วุ่นวายมากขึ้นราวกับลิงแก้แห
เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าวาระซ่อนเร้นที่รัฐบาลหวัง จากการใช้จังหวะซ่อมท่อส่งก๊าซประจำปีของพม่า มาสร้างความตื่นตัวให้สังคมลุกขึ้นมาประหยัดไฟฟ้าอย่างจริงจัง หรือจะมีวาระอื่นใด รัฐบาลก็ไม่ควรจะสร้างความตื่นตระหนก จนกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ถึงความเชื่อมั่นของประเทศไทยเช่นนี้
จริงอยู่การรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดไฟฟ้า หรือกดดันสังคมให้ต้องเร่งตัดสินใจในไม่กี่ปีนี้ว่า จะเลือกสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดใด เป็นสิ่งที่ต้องเร่งมือแล้ว เพราะสำรอง 15% ของกำลังผลิตไฟฟ้า 3.2 หมื่นเมกะวัตต์ เริ่มจะตึงตัว ความจริงข้อนี้ต้องรีบทำ แต่การฉวยจังหวะนี้สร้างความตื่นตระหนกเกินควรของรัฐบาล ก็สร้างผลเสียมากไม่แพ้กับไฟดับ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบคิดไม่ครบเช่นนี้
จึงขอให้รัฐบาลไปคิดให้ครบถึงแผนฉุกเฉินไฟฟ้าดับ หาก 8 ข้อดังกล่าวไม่พอ รัฐบาลจะเลือกทางไหนที่กระทบต่อเมืองไทยให้น้อยที่สุดอย่ามั่ว







