posttoday
ผู้ชนะและผู้พ่านแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ผู้ชนะและผู้พ่านแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

22 กุมภาพันธ์ 2556

มีรายงานข่าว รวมทั้งมีการรายงานผลการสำรวจทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ปรากฏให้เห็นเกือบทุกวัน สรุปได้ว่า เป็นการขับเคี่ยว ระดมกำลัง และชิงชัยกันของผู้สมัครจากสองพรรคการเมืองใหญ่

มีรายงานข่าว รวมทั้งมีการรายงานผลการสำรวจทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ปรากฏให้เห็นเกือบทุกวัน สรุปได้ว่า เป็นการขับเคี่ยว ระดมกำลัง และชิงชัยกันของผู้สมัครจากสองพรรคการเมืองใหญ่

ผู้ชนะคนใดคนหนึ่งจากสองพรรคการเมืองใหญ่ คงจะได้คะแนนไม่ทิ้งห่างจากผู้แพ้มากนัก ประมาณกันว่าคงจะอยู่ในช่วง 8 แสนคะแนนเศษๆ พอๆ กัน หรืออาจจะมากหรือน้อยกว่าการประมาณการนั้นอีกไม่มาก

ผู้เขียนนั้นไม่ห่วงหรือกังวลสำหรับคนที่ได้รับชัยชนะมากนัก เพราะอย่างไรเสีย ก็คงมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นกอบเป็นกำ มีแฟนคลับของตนเองและหรือของพรรคการเมืองอยู่อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งมีการระดมพ่อยกและแม่ยกมาให้ดอกไม้ พวงมาลัย ฯลฯ ไม่ขาดสาย

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้น ก็คือ คนพ่ายแพ้ ซึ่งได้คะแนนไม่ทิ้งห่างจากผู้ชนะมากนัก ดังนั้น จึงย่อมต้องเกิดความเคลือบแคลงใจกันเป็นธรรมดา เพราะว่าฝ่ายเราคือฝ่ายแพ้นั้นก็ระดมกำลังกันมาอย่างเต็มที่แล้ว และใช้วิธีการและกลเม็ดต่างๆ นานา ฉะนั้น จึงไม่ควรจะแพ้อย่างเด็ดขาด นอกจากฝ่ายตรงข้ามโกงการเลือกตั้ง

ความคิดและการคาดการณ์ในทำนองนี้ หากมีการสะสมและพูดจากันต่อๆ ไปเป็นจำนวนมากแล้ว ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อย่างเด็ดขาด เพราะฐานของความชอบธรรมทางการเมืองนั้นมีความง่อนแง่น คลางแคลงและอยู่ในระดับต่ำ

กลุ่มคนที่น่าเห็นใจเป็นที่สุด คือกลุ่มคนอีกจำนวนหลายแสนคนที่เลือกผู้สมัครอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความหวังและความฝันของตนเองในหลายแบบ เช่น ต้องการให้การบริหารกรุงเทพมหานคร “ปลอด” จากพรรคการเมือง ต้องให้ท้องถิ่นมีอิสระ มีการบริหารงานแบบมืออาชีพ ไม่ต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่เป็นนักสร้างภาพหรือขายฝัน ฯลฯ

คนจำนวนหลายแสนคนนี้ เข้าใจว่า จะถูกกีดกันออกนอกระบบในทันที เพราะว่าอย่างไรเสียก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง มิพักต้องกล่าวถึงกลุ่มคนที่สนับสนุนผู้สมัครที่ได้ผลรวมคะแนนเป็นอันดับที่สองในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องนับว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เช่นเดียวกันอีกด้วย

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าหากเรานำผลรวมของฝ่ายพ่ายแพ้มารวมกันทั้งหมด ผู้เขียนเข้าใจว่า น่าจะมีผลรวมมากกว่าคะแนนของผู้ชนะ ซึ่งทำให้อดคิดและสงสัยในวิธีการ และระบบการเลือกตั้งของเราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะเลือกใคร กันไปทำไม เพราะเหตุใดและอย่างไร

แน่นอนที่สุดว่าในเวลานี้คนไทยได้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือกรุงเทพมหานคร เพราะว่าจังหวัดแห่งอื่นยังไม่พร้อม หรือว่ายังไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของเขา

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการเลือกตั้งซึ่งประชาชนต้องทำใจกันพอสมควรทีเดียวว่าไม่ควรจะเลือกแบบกระจาย เพราะคนที่ได้ที่หนึ่งนั้นไม่จำเป็นต้องได้คะแนนจำนวนเท่าใด เพราะว่าไม่มีเกณฑ์กำหนดอื่นใด นอกจากขอให้ได้เป็นที่หนึ่งก็เพียงพอ

ในอันที่จริงประเทศฝรั่งเศสนั้น มีประสบการณ์ ของเรื่องการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยในทำนองนี้มายาวนาน ฉะนั้น เขาจึงกลั่นออกมาเป็นนวัตกรรมการเลือกตั้ง 2 รอบ ซึ่งรอบแรกประชาชนจะเลือกคนที่เขารักและชอบเป็นสำคัญ แต่รอบถัดมา ประชาชนจะถูกบังคับให้เลือกเฉพาะผู้สมัครที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งกับอันดับสองในการเลือกตั้งรอบแรก เพื่อมาชิงชัยกันอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น

ต่อมาประเทศที่เจริญอีกหลายประเทศ ได้พัฒนาการกาบัตรแบบเรียงลำดับ เช่น มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง 20 คน ก็ให้กาเพียง 5 ที่ โดยประชาชนจะแสดงความประสงค์ว่า หากผู้สมัครที่ตนเองรักและชอบอย่างยิ่ง ซึ่งตนเองเลือกเป็นอันดับที่หนึ่งแล้ว ตนเองจะเลือกใครเป็นอันดับที่สอง อันดับที่สาม อันดับที่สี่ และอันดับที่ห้า

การเลือกในลักษณะแบบนี้ ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าการเมืองที่ดีไม่ใช่การเลือกคนที่ตนเองรักและชอบเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเลือกคนที่ตนเองชอบน้อย หรือชอบน้อยมากๆ ด้วย

หลังจากการลงคะแนนแล้ว ภาระจึงตกอยู่ กกต. ซึ่งต้องนับคะแนนหลายรอบ รอบแรกเราจะรู้ว่าใครได้ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ และที่ห้า หลังจากนั้น จึงรื้อกลุ่มบัตรที่เลือกคนอันดับห้า ว่าประสงค์จะให้ใครชนะระหว่างผู้ที่ได้ที่หนึ่งและที่สอง

เช่นเดียวกับการนับรอบที่สามและรอบที่สี่ ซึ่งคือการพลิกดูบัตรของคนที่ได้ที่สี่และที่สาม เพื่อดูเจตนารมณ์ของประชาชนว่า ประสงค์จะให้ใครเป็นผู้ชนะกันแน่

ผู้ชนะที่แท้จริง คือผู้ได้ผลรวมสูงสุด หรือถึงเกณฑ์หนึ่งใด ซึ่งได้มาโดยการรวมคะแนนในรอบที่หนึ่ง รวมเข้ากับรอบที่สอง รอบสามและรอบที่สี่ด้วย ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ไม่ได้ชนะเพราะได้ที่หนึ่งในการนับคะแนนอย่างง่ายจากรอบแรกเพียงรอบเดียว

พลเมืองที่รักประชาธิปไตย ต้องคิดพัฒนาระบบเลือกตั้งที่เจริญและมีความเหมาะสมกับสังคมของตนเองด้วย

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา