
ธุรกิจปิโตรเลียมไทยกับผลประโยชน์ของชาติ
ผมได้นำเสนอเกี่ยวกับธุรกิจปิโตรเลียมกับผลประโยชน์ของประเทศมา 2 ตอน ตอนที่แล้วได้ทิ้งท้ายว่าให้ขบคิดกันว่า ประเทศไทยจะมีประโยชน์จากระบบสัมปทานอย่างไรวันนี้เรามากล่าวรายละเอียดกันต่อนะครับ
ผมได้นำเสนอเกี่ยวกับธุรกิจปิโตรเลียมกับผลประโยชน์ของประเทศมา 2 ตอน ตอนที่แล้วได้ทิ้งท้ายว่าให้ขบคิดกันว่า ประเทศไทยจะมีประโยชน์จากระบบสัมปทานอย่างไรวันนี้เรามากล่าวรายละเอียดกันต่อนะครับ
ประเทศไทยที่นำระบบสัมปทานมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจปิโตรเลียม โดยคำนึงเป็นไปตามศักยภาพเชิงพาณิชย์ของพื้นที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ โดยระบบสัมปทานจะเป็นระบบที่ให้สิทธิประโยชน์และจูงใจนักลงทุนมากกว่าระบบอื่นสำหรับประเทศที่มิได้มีทรัพยากรปิโตรเลียมมหาศาล
โดยประเทศไทยได้ออกแบบและปรับปรุงระบบการจัดเก็บผลประโยชน์ของรัฐจากธุรกิจปิโตรเลียมให้สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศและสถานการณ์พลังงานของประเทศในแต่ละช่วงเวลา หลายฝ่ายอาจจะเห็นว่า ประเทศไทยนั้นเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมในอัตราค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
อีกทั้งได้เสนอแนะให้ทบทวนอัตราค่าภาคหลวง โดยเปรียบเทียบกับประเทศเวเนซุเอลา โบลิเวีย ซึ่งเป็นประเทศที่เก็บค่าภาคหลวงในระดับสูงนั้น
หากเราไปดูข้อมูลกระทรวงพลังงานจะพบว่า ค่าภาคหลวงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของรายได้ทางตรงที่รัฐเรียกเก็บจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม
ดังนั้น ในการวิเคราะห์รายได้ของรัฐจำเป็นต้องดูองค์ประกอบทุกส่วนของรายได้รัฐทั้งหมดซึ่งประกอบด้วย
1.ค่าภาคหลวง
2.ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ
3.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
ซึ่งในปี พ.ศ. 2554 ประเทศสามารถจัดเก็บรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทานในประเทศได้ 133,617 ล้านบาท
และจากข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2554 มีมูลค่าการขายปิโตรเลียมที่ผลิตจากแหล่งในประเทศโดยผู้รับสัมปทานรวมเป็นเงินประมาณ 3.415 ล้านล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงินประมาณ 1.461 ล้านล้านบาท และค่าใช้จ่ายที่ผู้รับสัมปทานจ่ายให้รัฐ ได้แก่ ค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ รวมเป็นเงินประมาณ 1.074 ล้านล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิของผู้รับสัมปทานเท่ากับ 0.88 ล้านล้านบาท
ดังนั้น สัดส่วนรายได้รัฐ (1.074 ล้านล้านบาท) ต่อรายได้สุทธิของผู้รับสัมปทาน (0.88 ล้านล้านบาท) เท่ากับสัดส่วน 55% ต่อ 45%
และหากนับเฉพาะสัดส่วนรายได้รัฐต่อรายได้สุทธิของผู้รับสัมปทานที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532 (Thailand III) ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2554.เท่ากับสัดส่วน 74% ต่อ 26%
ทั้งนี้ ในการเปิดให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 21 ผู้รับสัมปทานทุกรายจะอยู่ภายใต้ Thailand III สัมปทานปิโตรเลียมในระบบ Thailand III เป็นระบบที่เกิดขึ้นเพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยเก็บค่าภาคหลวงแบบขั้นบันได (515%) เก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจ่ายเมื่อมีผลกำไรจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม 50% และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษรายปีแบบขั้นบันได 075% ขึ้นอยู่กับสัดส่วนรายได้กับความพยายามในการสำรวจและลงทุนเพิ่มเติมของผู้รับสัมปทานในปีนั้น หากเป็นแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กก็เก็บค่าภาคหลวงในอัตราที่น้อย หากเป็นแหล่งขนาดใหญ่ก็เก็บในอัตราที่มากขึ้น
สำหรับในปีล่าสุดนั้น รัฐบาลคาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเป็นจำนวนเม็ดเงินกว่า 9.7 หมื่นล้านบาท และค่าภาคหลวงปิโตรเลียมได้ถึง 46,445.90 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 143,445 ล้านบาท สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
เห็นมั้ยครับว่า ธุรกิจปิโตรเลียมมีความสำคัญและสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากเพียงใด







