
กฟผ.ชง 8 มาตรการรับมือไฟฟ้าดับ
พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวว่า การหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งยาดานาของพม่า จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน กระทบต่อกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของไทยรวม 6,000 เมกะวัตต์ แต่เบื้องต้นโรงไฟฟ้าราชบุรี 2 หน่วย สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาได้ทันที ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ากลับคืนมา 1,400 เมกะวัตต์ ดังนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าจะหายไปประมาณ 4,100 เมกะวัตต์
พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวว่า การหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งยาดานาของพม่า จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน กระทบต่อกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของไทยรวม 6,000 เมกะวัตต์ แต่เบื้องต้นโรงไฟฟ้าราชบุรี 2 หน่วย สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาได้ทันที ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ากลับคืนมา 1,400 เมกะวัตต์ ดังนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าจะหายไปประมาณ 4,100 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม อยากเรียนว่าครั้งนี้เป็นวิกฤตที่เป็นโอกาส เพราะแม้ก๊าซจะขาดไป 78 วัน แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ที่คนไทยต้องระมัดระวังการใช้พลังงาน รวมทั้งการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะที่ผ่านมาพึ่งพาก๊าซมากเกินไป หากแหล่งก๊าซพม่าเกิดปัญหาจะลำบาก จึงต้องมองหาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงน้อยลงและมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่า
สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือ ถ้าต้องเจอกับสภาพอากาศร้อนจนเกิดปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ในช่วงที่ปิดซ่อมท่อก๊าซจะเสี่ยงต่อไฟฟ้าดับได้ แต่คงไม่ถึงขั้น Blackout หรือไฟดับทั่วประเทศ เป็นแค่ระดับ Brownout หรือไฟดับในบางพื้นที่เท่านั้นหากไม่มีการเตรียมแผนไว้รองรับ ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศอยู่ที่ 3.2 หมื่นเมกะวัตต์ มีสำรองไฟฟ้าตามแผน 15% โดยตัวเลขพีกของปี 2556 กำหนดไว้ที่ 2.7 หมื่นเมกะวัตต์ ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2555 อยู่ที่ 26,121 เมกะวัตต์ แต่ในทางปฏิบัติต้องดูที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าพร้อมใช้ทันที (Hot Standby) ซึ่งขณะนี้เหลืออยู่เพียง 600 เมกะวัตต์ จากระดับมาตรฐานอยู่ที่ 1,200 เมกะวัตต์
“ปีนี้เป็นปีแรกที่ Hot Standby เหลือน้อย เนื่องจากความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นเมื่อเจอกับก๊าซพม่าหยุดจ่าย ทำให้กำลังการผลิตไฟก็ลดลงไป” สุทัศน์ กล่าว
ทั้งนี้ Hot Standby เป็นไฟฟ้าสำรองที่สามารถสั่งเดินเครื่องผลิตได้ทันที ไม่ต้องรอ มีไว้รองรับกรณีฉุกเฉินจริงๆ แตกต่างจากปริมาณสำรองไฟฟ้า 15% ตามแผนที่ประเมินจากกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด เพราะโรงไฟฟ้าบางแห่งก็ต้องใช้เวลาในการสั่งการเดินเครื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ขณะเดียวกันสำรองไฟฟ้าตามแผนก็มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำก็ไม่ได้เดินเครื่องตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม กฟผ.จะพยายามดูแลไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับแน่นอน โดยได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ 8 แนวทาง คือ 1.เตรียมนำโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล เดินเครื่องทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซที่หายไป ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี กำลังการผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้น้ำมันเตา 130 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซล 75 ล้านลิตร 2.รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (เอสพีพี) เพื่อเสริมระบบ 3.เดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว ได้แก่ โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ขนาด 600 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ขนาด 960 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเทินหินบุน ขนาด 440 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ ขนาด 126 เมกะวัตต์
4.เร่งรัดและจัดแผนทดสอบโรงไฟฟ้าทั้งหมดที่อยู่ในข่ายต้องเดินเครื่องด้วยเชื้อเพลิงดีเซลให้มีความพร้อมก่อนเริ่มหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยานาดา 5.ประสานงานกรมชลประทานเพิ่มการระบายน้ำในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดการใช้น้ำมัน 6.เลื่อนแผนบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงหยุดผลิตก๊าซ 7.ประสานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ย้ายโหลดสถานีไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าวและสถานีไฟฟ้าแรงสูงรัชดาภิเษก และประสานงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ย้ายโหลดออกจากบริเวณสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามพราน 1 ประมาณ 200 เมกะวัตต์ ไปสถานีไฟฟ้าแรงสูงข้างเคียง เพื่อช่วยเพิ่มแรงดันที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบางกอกน้อย และ 8.ประสานงาน กฟภ.และ กฟน. เตรียมแผนดับไฟฟ้า สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหน่วยงานละ 350 เมกะวัตต์
ชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท.จะไปเจรจารอบสุดท้ายกับพม่า เพื่อขอให้เลื่อนการซ่อมท่อก๊าซในช่วงสงกรานต์







