
กองหน้า...พาลุย
ณ สิ้นปี 2012 เกาหลีใต้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไปเที่ยว 11,140,028 คนนับว่าน้อยกว่าที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศมาไทยหนึ่งเท่าตัว (ปีที่แล้วมาไทย 22 ล้านคน)
ณ สิ้นปี 2012 เกาหลีใต้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไปเที่ยว 11,140,028 คนนับว่าน้อยกว่าที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศมาไทยหนึ่งเท่าตัว (ปีที่แล้วมาไทย 22 ล้านคน)
แต่ก็เป็นปีที่เกาหลีใต้ดีใจมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานับสิบๆ ปี เกาหลียังไม่เคยได้รับนักท่องเที่ยวจากต่างแดนสูงถึง 10 ล้านคนแม้สักครั้งเดียว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอีกปีที่ชาวเกาหลีใต้ออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากที่สุดปีหนึ่ง คือ 13,736,976 ล้านคน ถ้าคิดหยาบๆ ว่าเกาหลีใต้มีประชากร 50 ล้านคน ก็เท่ากับคนเกาหลีเกือบ 30% ไปเที่ยวเมืองนอกในแต่ละปี (ปีที่แล้วคนไทยไปเที่ยวเมืองนอกเกือบ 6ล้านคน หรือคิดเป็น 10% ของประชากร)
ตกลงคนเกาหลีหนีเที่ยวเมืองนอกมากกว่าคนเมืองนอกมาเที่ยวเกาหลีประมาณ 2 ล้าน 6 แสนคน คิดเป็นหัวอย่างนี้ คงต้องถือว่าเกาหลีขาดทุน!
แต่เกาหลีไม่ได้เน้นรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนหลักของชาติครับ ที่จริงเกาหลีมีรายได้หลักจากการส่งออก เรือเดินสมุทร คอมพิวเตอร์ ยานยนต์ เครื่องมือสื่อสาร เซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เหล็ก เหล็กกล้า และปิโตรเคมีเป็นสำคัญ โดยส่งขายจีน สหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นเป็นหลัก
พึงรู้ด้วยว่า ณ ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของเกาหลีใต้อยู่ต่ำกว่า 35% ต่อจีดีพี แปลว่า เกาหลีใต้ไม่ค่อยมีประชานิยมเท่าไหร่ล่ะครับ
กลับมาเรื่องท่องเที่ยว เกาหลีเขาดีใจว่า นโยบาย “Hallyu” หรือการสร้างกระแสฟีเวอร์ได้ผล เกาหลีจึงมียอดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากเราวิเคราะห์ “เกาหลีฟีเวอร์” ดีๆ จะพบว่ามัน คือ การสร้าง “แบรนด์” ครับ ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์เรื่องท่องเที่ยว
เกาหลีใช้ภาพยนตร์สร้างแบรนด์ครับ เพราะภาพยนตร์เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพสูงในการเล่าเรื่องอย่างเห็นภาพ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แนบเนียนที่สุด
ถ้าคุณเป็นผู้หญิง หากมีใครมาบอกให้ลองใช้เครื่องสำอางยี่ห้อใหม่ในราคาเท่าๆ กับยี่ห้อเดิมที่ใช้อยู่ เชื่อว่าคงคิดเยอะ แต่ถ้าชวนให้ดูหนังเรื่องนี้สิเขาว่าสนุกนะ รับรองคล้อยตามตั้งแต่ยังไม่ได้ไปซื้อตั๋วด้วยซ้ำ
ชวนคนไม่เคยดูหนังเกาหลีให้ลองดูหนังเกาหลี จึงง่ายกว่าจะให้คนซื้อของเกาหลีมาใช้แทนของเดิมที่เคยคุ้น จะว่าไปยังง่ายกว่าให้ชิมอาหารเกาหลีเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น หนังเกาหลีจึงใส่ความรู้อันพิสดารเกี่ยวกับอาหาร สุขภาพ การบำบัดรักษาโรค ทิวทัศน์ หน้าตาดารา บุคลิกนิสัย ปรัชญานู่นนี่สารพัด ทำให้ผู้ชมได้รับการป้อนข้อมูลว่า “คนเกาหลีดูดีลึกซึ้งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ละเอียดอ่อน” พูดง่ายๆ“เก่งและลึก”
รับสัญญาณนี้เข้าไปบ่อยๆ ย่อมทำให้เชื่อว่า สินค้าไอเดียดีๆ จากเกาหลีนั้น...เชื่อถือได้...
วันนี้ซัมซุงขายแข่งกับแอปเปิลได้สบายๆ
ตอนที่หนังเกาหลีรุ่นแรกๆ ไปบุกตลาดเวียดนามนั้น รัฐบาลเกาหลียอมลงทุนไม่เพียงส่งหนังไปฉายฟรีๆ หลายสิบเรื่องต่อปี เมืองไหนงอแงไม่ยอมให้ฉายยังถึงขนาดจ่ายค่าทำโฆษณาหนังให้โรงนั้นๆ ด้วย โดยใช้ซัมซุงเป็นสปอนเซอร์ซื้อโฆษณาของโรงฉาย เจ้าของโรงจะได้ไม่กลัวเจ๊ง ถ้ารับหนังเกาหลีไปฉาย (เบียดหนังฮอลลีวูดและหนังจีน)
บัดนี้ หนังเกาหลีครองส่วนแบ่งตลาดโรงฉายอย่างมีนัยสำคัญในเวียดนาม รายได้จากหนังไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ได้สอนคนเวียดนามให้เชื่อมั่นในเกาหลีสิครับ...สำคัญกว่า
ในเมืองจีน โรงฉายไหนฉายหนังจีนจนมีผู้ชมเข้าไปมากๆ รัฐจัดเงินอุดหนุนให้โรงฉายด้วยเหตุผลว่า ภาพยนตร์จีนที่ดีจะช่วยคงคุณค่าความเป็นจีนใส่จิตวิญญาณคนจีนด้วย ฝรั่งเศสก็ทำคล้ายๆ กัน
ผมจะยังไม่พูดถึงเรื่องอยากเห็นรัฐบาลไทยอุดหนุนหนังไทยไปฉายในต่างแดนในสัปดาห์นี้
แต่อยากช่วยกันอุดหนุนให้คนไทยดูและวิพากษ์หนังไทยกันเยอะขึ้น แล้วคัดหนังเข้าท่าไปฉายในตลาดเป้าหมายที่จะยกระดับราคาสินค้าส่งออกไทยเป็นรายตลาด ยิ่งถ้าเป็นหนังเกี่ยวกับผลไม้ไทย ขนมไทย อาหารไทยละก็...แม่นเลย







