
‘ชัชชาติ’สั่งสนข.ทำแผนทวายใหม่
ปรับรับอิตัลไทยสรุปผล18ก.พ.นี้พม่าดันจ๊อกเผี่ยว“ชัชชาติ” สั่ง สนข.วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานทวายใหม่ สรุป 18 ก.พ.นี้ ด้านพม่าดันจ๊อกเผี่ยวแข่ง
ปรับรับอิตัลไทยสรุปผล18ก.พ.นี้พม่าดันจ๊อกเผี่ยว“ชัชชาติ” สั่ง สนข.วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานทวายใหม่ สรุป 18 ก.พ.นี้ ด้านพม่าดันจ๊อกเผี่ยวแข่ง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เปิดเผยว่า ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับไปวิเคราะห์ข้อมูลรายละเอียดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแต่ละสาขาเพิ่มเติม ทั้งถนน ท่าเรือ รถไฟ และนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากข้อมูลของส่วนกลางยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกับข้อมูลของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทาน
ทั้งนี้ สนข.จะต้องนำเสนอที่ประชุมวันที่ 18 ก.พ.นี้ และหลังจากได้ข้อมูลแล้วจะนำข้อมูลทั้งสองฝ่ายมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด เพราะหากข้อมูลยังแตกต่างกันอาจส่งผลกระทบต่อการคำนวณผลตอบแทนการลงทุนและความเป็นไปได้ของโครงการ
สำหรับประเด็นที่สนข. จะต้องกลับไปวิเคราะห์เพิ่มเติม คือ 1.ความต้องการใช้สาธารณูปโภค 2.โครงสร้างการคิดคำนวณค่าบริการสาธารณูปโภคในสาขาต่างๆ 3.ปริมาณเงินลงทุนในโครงการ 4. ระยะเวลาการดำเนินโครงการ และ5.ข้อมูลทางด้านเทคนิคการก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ตำแหน่งของการก่อสร้างท่าเรือภายในนิคม ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่น เสนอว่า การวางตำแหน่งท่าเรือไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรภายใน โดยเสนอให้แยกท่าเรือคอนเทนเนอร์ ออกจากท่าเรือขนส่งวัตถุดิบ
ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่า การตั้งบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ขึ้นมาระดมทุน เพื่อเข้าไปลงทุนในโครงการทวายนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด เบื้องต้นอาจต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอัตราการคืนทุนในโครงการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลานาน เพราะเบื้องต้นจะมีการคิดอัตราค่าบริการสาธรณูปโภคภายในนิคมในอัตราที่ไม่สูงมากนัก เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน เช่น น้ำประปาอาจใช้เวลาคืนทุน 20 ปี
สำหรับการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคฝั่งไทยที่จะเชื่อมไปยังนิคมทวายของพม่านั้น ในส่วนของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่นครปฐมกาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. จะเร่งดำเนินการเนื่องจากเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย ส่วนการสร้างถนนเชื่อจากมอเตอร์เวย์จากจังหวัดกาญจนบุรีไปยังบ้านบ้านพุน้ำร้อน ระยะทาง 70กม.นั้น ฝ่ายไทยจะต้องรอดูก่อนว่ารัฐบาลพม่าจะมีโครงการสร้างถนนเชื่อต่อมายังไทยหรือไม่ หากพม่ามีโครงการที่เชื่อมต่อมายังไทยฝ่ายไทยก็จะเร่งดำเนินการเช่นกัน ต้องรอดูว่าพม่าจะมีการสร้างอย่างไร ส่วนการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟ เป็นการลงทุนในระยะที่2 (ปีหรือ2558) จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรัดดำเนินการ
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลพม่าได้ร่างแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ “จ๊อกเผี่ยว” ซึ่งอยู่ทางด้านชายฝั่งตะวันตกของประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วยท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ทางหลวง และทางเส้นทางรถไฟเชื่อมไปยังพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
จ๊อกเผี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ๆยากจนที่สุดของพม่ากำลังได้รับการร่างแผนให้เป็นเมืองท่าคล้ายกับเกาะสิงคโปร์ทีเดียว เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจากแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในอ่าวเบงกอลไปไม่ถึง 100 กิโลเมตรเท่านั้น โดยทางด้าน มินต์เถ่ง รัฐมนตรีช่วยแรงงาน และผู้อำนวยการสำนักงานดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษจ๊อกเผี่ยวกล่าวว่า หากการพัฒนาสำเร็จจริง จะทำให้เกิดการสร้างงานถึง 250,000 ตำแหน่งในพื้นที่ดังกล่าวทีเดียว
จ๊อกเผี่ยวยังเป็นที่ตั้งของโครงการท่อก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของพม่า ในโครงการ ท่อก๊าซ “ชเว” ซึ่งจะเชื่อมไปยังโรงแยกก๊าซที่สร้างโดยบริษัท แดวู เกาหลีใต้ ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท เมียนมาร์ออยล์ แอนด์ แก๊ส เอนเตอร์ไพรซ์ ของรัฐบาลพม่า
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มการส่งก๊าซจากแหล่งในอ่าวเบงกอลผ่านท่อก๊าซดังกล่าวขึ้นมาปีละประมา 1.2 หมื่นล้านคิวบิคเมตร ซึ่งก๊าซส่วนใหญ่จะถูกส่งต่อไปยังจีนผ่านเส้นทางเกาะมาเดย์ ซึ่งท่อก๊าซจากเกาะมาเดย์ ไปยังเมืองคุนหมิง ในรัฐยูนนานของจีนนั้นได้รับการก่อสร้างโดยบริษัท ซีเอ็นพีซี ของจีน ระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร
รายงานระบุว่า จากการเดินทางสำรวจโดยไฟแนนเชียลไทมส์ พบว่าการก่อสร้างท่อส่งเหล่านี้ใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าต้นปี 2013 จะสามารถส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังจีนได้โดยตรงอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการส่งพลังงานให้จีนโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นน่านน้ำที่สหรัฐมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยทีเดียว







