posttoday
"จม.ลับ"เงื่อนงำรายงานเผาเมืองไม่เปิดเผย

"จม.ลับ"เงื่อนงำรายงานเผาเมืองไม่เปิดเผย

11 กุมภาพันธ์ 2556

การนิรโทษกรรมโดยไม่ทำให้ความจริงปรากฏเท่ากับว่าเป็นการทำให้ผู้สูญเสียอยู่ในฐานะเดียวกับผู้กระทำความผิด

โดย....ทีมข่าวการเมือง

ภายหลัง นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาพล.อ.ร่มเกล้า ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่คลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดง ได้เขียนบันทึก”ประชาชนได้อะไรจากการนิรโทษกรรม…ในวันนี้” โดยมีการเสนอแนะทางออกต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรม(จากรายงานพิเศษโพสต์ทูเดย์ออนไลน์เมื่อวันที่ 8 ก.พ.56 http://bit.ly/YYB3qD )   กระทั่งที่ประชุมสภาอย่างไม่เป็นทางการซึ่งมีนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาเชิญตัวแทนจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แกนนำคนเสื้อแดง ได้หยิบยกข้อเสนอของนิชาร่วมหารือด้วย 

ปรากฎว่าบันทึกของนิชา ยังนำมาซึ่งจดหมายฉบับหนึ่ง จาก นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ส่งถึงนิชา โดยเนื้อหาบอกเล่าถึงเบื้องหลังรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์คนเสื้อแดงเผาเมือง ที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงยังไม่มีการเผยแพร่!?!  โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ขอนำรายละเอียดเสนอ ดังนี้  

คุณนิชาครับ

ผมอ่านบันทึกล่าสุดของคุณนิชา ที่เขียนทักท้วงถึงความพยายามที่จะผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมในขณะนี้แล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะขอแสดงความชื่นชมในความแข็งแกร่งของคุณนิชาที่แสดงความกล้าหาญในการถามหาความจริงและความจริงใจจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ยังคงเป็นข้าราชการที่สามารถจะถูกกลั่นแกล้งใดๆ ก็ได้จากฝ่ายการเมือง และเป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าได้ก้าวข้ามความสูญเสียของคนที่รักไปถึงการต้องการให้สังคมได้เรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต เพื่อมิให้ความรุนแรงต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้เป็นสังคมที่ปลอดภัย ปลอดความรุนแรงแก่ลูกแก่หลานในอนาคต

ผมเห็นว่าคุณนิชามีสิทธิอันชอบธรรมอย่างยิ่ง ในฐานะของคนที่สูญเสียคนที่เป็นที่รักซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมของ นปช. ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ที่จะเรียกร้องจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบถึงสิ่งที่เป็นความจริง ความถูกต้อง ซึ่งไม่ต่างกับคุณแม่ของน้องเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ แม้จะเป็นผู้สูญเสียจากคนละฟากฝั่งและมีวิธีการถามหาความจริงที่แตกต่างกัน แต่ในสาระสำคัญของการเรียกร้องว่าอะไรเกิดขึ้นกับการสูญเสียของสามีและลูก และการต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม และเป็นหน้าที่ของทุกองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมจะต้องดำเนินการโดยสุจริต ไม่บิดพลิ้วจากความเป็นจริง อย่างกล้าหาญและมีความเที่ยงธรรม

ผมเห็นเช่นกันว่า กระบวนการปรองดองที่ขณะนี้กำลังพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นโดยใช้การนิรโทษกรรมนั้น ไม่มีทางที่จะสร้างความปรองดองที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ เพราะการปรองดองที่แท้จริงไม่เพียงแต่การทำให้ฝ่ายขัดแย้งอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ความรุนแรงกลับมาเกิดขึ้นใหม่อีกในสังคมไทย

การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับการนิรโทษกรรมโดยไม่มีกระบวนการต่อเนื่องอย่างจริงใจ และจริงจังโดย อ้างเหตุของความปรองดองเป็นเพียง “สิ่งฉาบหน้า” ความพยายามที่จะปิดหน้าประวัติศาสตร์และบังคับให้ทุกฝ่ายลืมสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่คิดว่าการที่สังคมไม่ตระหนักถึงความทุกข์ระทม ความขมขื่นของผู้สูญเสียหรือผู้ได้รับผลกระทบแล้ว เขาเหล่านั้นพร้อมที่จะลืมและก้าวไปสู่หน้าใหม่ของประวัติศาสตร์และทิ้งความเจ็บปวดสูญเสียให้เป็นอดีต

เหตุการณ์ความรุนแรงในสังคมไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 และ 2519 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หรือแม้แต่ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการชุมนุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า หากไม่สามารถเยียวยาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม ไม่เยียวยาบาดแผลที่บาดลึกทางจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ไม่สามารถทำให้คู่ขัดแย้งเข้าใจร่วมกันได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตและยอมรับร่วมกันถึงสาเหตุหรือความผิดพลาด ไม่มีการแก้ไขความอยุติธรรมที่มีอยู่ในเชิงโครงสร้างและสถาบันก็อย่าได้หวังว่าเราจะมองไปในอนาคตว่าจะเกิดความสมานฉันท์ การให้อภัย และทำให้ผู้ได้รับผลกระทบและผู้สูญเสียสามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติในสังคมได้ โดยไม่รู้สึกว่าต้องแบกรับความขมขื่นของการเป็นผู้ถูกกระทำ สังคมไทยก็ไม่มีทางหนีพ้นจากวงจรของความรุนแรงที่จะกลับมาอีก...

กับดักสำคัญที่เป็นอุปสรรคในกระบวนการสร้างความปรองดองที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทยคือ การไม่ทำความจริงให้ปรากฏเพื่อที่จะนำไปสู่ความรับผิดชอบของบุคคลที่มีส่วนทำให้เกิดขึ้นตามกระบวนการยุติธรรม อย่างน้อยที่สุด ได้แสดงความเสียใจ ขอโทษโดยสำนึกและรับผิดต่อการกระทำของตนที่นำความสูญเสียมาสู่ผู้อื่นและสังคม

การนิรโทษกรรมโดยไม่ทำให้ความจริงปรากฏเสียก่อนเท่ากับว่าเป็นการทำให้ผู้สูญเสียหรือผู้ถูกกระทำอยู่ในฐานะเดียวกับผู้กระทำความผิด นั่นคือ ผู้กระทำความผิด “ปราศจาก” โทษหรือไม่ต้องรับโทษจากการกระทำที่ละเมิดต่อผู้อื่น ในที่สุดแล้วสังคมเองก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและผมคิดว่าก็คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะผู้กระทำผิดย่อมย่ามใจว่าจะกระทำอะไรก็ได้หากได้มาซึ่งอำนาจรัฐ แล้วก็ค่อยมีการ นิรโทษกรรมกันภายหลัง 

องค์กรใดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ หรือองค์กรอิสระที่มีหน้าที่แล้วไม่ดำเนินการ ไม่ว่าจะด้วยเจตนา ขาดความสามารถ ขาดประสิทธิภาพ ขาดเจตนารมณ์มุ่งมั่นทางการเมือง และยิ่งแสดงอาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวจากความขมขื่นของผู้สูญเสียที่รอคอยความจริงอย่างคุณนิชา หรือคุณแม่ของน้องเกด ผมเห็นว่าเป็นการ “สมยอม” ให้ผู้กระทำผิดอยู่อย่างลอยนวล

ในเหตุการณ์การชุมนุมของ นปช. ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 มีหลักฐานต่างๆ มากมายแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่ามี “เจตนา” ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น

มีกลไกของรัฐ 2 องค์กรที่ทำหน้าที่ค้นหาความจริงในเรื่องนี้ คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และได้ดำเนินการต่อมาจนถึงสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี   เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา สองปีหลังเหตุการณ์การชุมนุมของ นปช. องค์กร Human Rights Watch ได้ออกแถลงการณ์ตอนหนึ่งตั้งคำถามถึงรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของทั้ง กสม. และ คอป. ที่ยังไม่แล้วเสร็จ บัดนี้ รายงานของ คอป. ได้ออกมาแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2555 ดังที่ทราบกัน

จึงมีคำถามว่าเหตุใดรายงานของ กสม. จึงไม่แล้วเสร็จเสียที ผมในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในขณะนั้น ต้องทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีพนักงานเจ้าหน้าที่ 30 คนและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก 4 คน (เป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยมีชื่อ อัยการและทนายความอาวุโสที่เป็นที่เชื่อมั่นในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน) เป็นที่ปรึกษา ได้ร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมดที่มี โดยประธาน กสม. ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานหลายครั้ง

และในขณะเดียวกัน กสม. ยังได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจอีก 3 ชุด เมื่อคณะทำงานฯ ได้จัดทำร่างรายงานแล้วเสร็จ ประธาน กสม. ได้เชิญประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้งสามชุดร่วมกับ กสม. เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้น ประธาน กสม. ได้ให้มีการประชุม กสม. นัดพิเศษในวันที่ 29 มิถุนายน 2554 เพื่อพิจารณาร่างรายงานที่คณะทำงานฯ ได้ปรับแก้ตามข้อเสนอแนะจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมเป็นการเฉพาะ

ในการประชุมครั้งนั้น ฝ่ายเลขานุการได้อ่านร่างรายงานทีละบรรทัด ที่ประชุมได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในบางประเด็นโดยไม่มีการคัดค้านร่างรายงานทั้งฉบับ และประธาน กสม. มอบให้ฝ่ายเลขานุการไปปรับแก้ตามความเห็นของที่ประชุม และให้นัดประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ซึ่งประธาน กสม. บอกกับผมว่าเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย โดยที่ได้พูดในที่ประชุมและนอกห้องประชุมว่ารายงานฉบับนี้ทำให้ประธาน กสม. สู้หน้าใครต่อใครได้ ซึ่งมีพยานบุคคลสามารถยืนยันในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ได้มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ในการประชุม กสม. วันที่ 6 กรกฎาคม ได้ปรากฏเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือ มีกรรมการท่านหนึ่งได้นำความเห็นจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องนี้มาเสนอต่อที่ประชุม เพื่อคัดค้านร่างรายงานฉบับที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 3 ชุดและ กสม. ได้พิจารณาร่วมกันและได้ให้ความเห็นมาแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบรักษาความลับทางราชการเพราะได้นำร่างรายงานที่เป็นเอกสารราชการประทับตราลับไปแจกในที่ประชุมคณะอนุกรรมการที่กรรมการท่านนั้นเป็นประธานแต่ไม่มีหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องนี้

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีกรรมการท่านอื่นๆ ก็ได้บอกให้ไปทบทวนร่างรายงานใหม่ กรรมการท่านหนึ่งถึงกับพูดว่าหากรายงานออกไปเช่นนี้ กรรมการต้องไปขึ้นศาลทั่วประเทศ ทั้งที่ในการประชุมก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ให้ความเห็นในลักษณะดังกล่าว กรรมการบางท่านก็เสนอให้กลับไปให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้ง 3 ชุดพิจารณาใหม่อีก ทั้งที่ในการประชุมร่วมของคณะอนุกรรมการทั้งสามชุด ประธาน กสม. ก็ได้กล่าวขอบคุณคณะอนุกรรมการทั้งหมดไปแล้วและว่าจะไม่มีการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจอีก ผมได้ยืนยันว่าขั้นตอนของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทั้งสามชุดได้สิ้นสุดลงแล้ว

แต่ก็มีกรรมการที่ยืนยันความคิดเช่นเดิม ทั้งยังไปให้ข่าวต่อในสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ และทางโทรทัศน์ว่ารายงานที่เป็นข่าวทางสื่อมวลชนนั้น กสม. ยังไม่ได้พิจารณา เป็นเพียงอยู่ในชั้นของสำนักงานหรือคณะทำงานฯเท่านั้น ซึ่งต่อมามีความพยายามปกปิดหรือทำให้ความจริงคลาดเคลื่อนไป โดยไม่มีการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา

คุณนิชาครับ

หลังจากที่ผมในฐานะเลขาธิการ กสม. และผู้อำนวยการสำนักที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานถูกย้ายออกไป ยังมีการประชุมพิจารณาร่างรายงานอีกกว่าสิบครั้ง จนบัดนี้ รวมเวลา 1 ปี 6 เดือนที่ร่างรายงานถูกปฏิเสธจากที่ประชุม กสม. ก็ยังไม่มีรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเหตุการณ์ดังกล่าวของ กสม. ปรากฏต่อสาธารณะ กสม.ทั้งคณะคงต้องตอบคำถามต่อสาธารณชนและผู้สูญเสียให้ได้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีอะไรที่เป็นสาระสำคัญต่างจากร่างรายงานเดิมที่ควรจะได้รับการเผยแพร่และทำความจริงให้ปรากฏแก่สังคมมานานมากแล้ว

การที่คุณนิชาเรียกร้องต่อสาธารณะอย่างสุภาพ ด้วยความอดทนเพื่อให้ความจริงได้ปรากฏทั้งทางส่วนบุคคลและผ่านสื่อเป็นระยะๆ เป็นความมานะมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ที่ต้องสูญเสีย และจะเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยในอนาคต

ผมทำได้เพียงเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ผ่านมาในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับตัวผมเอง ที่เหลือจากนี้เป็นเรื่องกลไกที่เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงความจริงต่อไป ขอเพียงมีส่วนแม้เล็กน้อยในการทำหน้าที่ใช้ฝ่ามือแหวกเมฆหมอกแห่งความเท็จ ที่ปกคลุมทั่วแผ่นดินสยาม ให้แสงสว่างได้เล็ดลอดออกมาได้บ้างเท่านั้นดูเพิ่มเติม
 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI