posttoday
สงครามไซเบอร์โลกระอุสะเทือนการทูต-กระทบ ศก.

สงครามไซเบอร์โลกระอุสะเทือนการทูต-กระทบ ศก.

11 กุมภาพันธ์ 2556

กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่น่าจับตามองไม่น้อย สำหรับการโจรกรรมหรือการเจาะเข้าระบบข้อมูลสำคัญในหน่วยงานรัฐ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่น่าจับตามองไม่น้อย สำหรับการโจรกรรมหรือการเจาะเข้าระบบข้อมูลสำคัญในหน่วยงานรัฐ และบรรดาบริษัทเอกชนบนโลกไซเบอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์ต่างๆ ทั่วโลก ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตกเป็นเหยื่อไปแล้วถึง 2 ครั้งซ้อนภายในอาทิตย์เดียวกัน ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียง 1 สัปดาห์ สื่อชื่อดังในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์กไทมส์ วอลสตรีต เจอร์นัล ต่างก็ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มแฮกเกอร์เช่นกัน

ทั้งนี้ แม้เหตุการณ์ข้างต้นจะเกิดกับสหรัฐ แต่หากสังเกตและย้อนกลับไปดูเหตุการณ์การเจาะระบบข้อมูลและโจมตีระบบคอมพิวเตอร์เพื่อล้วงความลับในระยะ 12 ปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งและหนักหนารุนแรงมากขึ้น จนรายงานเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ฉบับปี 2556 ต้องยกให้การโจรกรรมข้อมูลในคอมพิวเตอร์เป็น 1 ใน 6 ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปีนี้

ไม่ต้องบอกก็คงเห็นได้ชัดเลยว่าปัญหาการเจาะระบบข้อมูลออนไลน์ หรือการแฮ็กกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว

กระนั้น ปัจจัยหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ แม้ปัญหาดังกล่าวจะยากแก่การพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของใครหรือมีใครให้การสนับสนุน แต่หลายฝ่ายก็เชื่อกันไปแล้วว่าการกระทำอันอุกอาจนี้ น่าจะมาจากการรู้เห็นเป็นใจและการสนับสนุนของรัฐบาลต่างประเทศที่เป็นคู่อริ

เหมือนเช่นกรณีการแฮ็กข้อมูลจากสื่อชื่อดังในสหรัฐและหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นฝีมือของจีน และกรณีการแฮกข้อมูลในสถาบันการเงินหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ออฟอเมริกา หรือเจพีมอร์แกนเชสเมื่อปีที่แล้วก็ถูกมองว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน เพื่อแก้แค้นที่สหรัฐคว่ำบาตรทางการเงิน

เจมส์ เลวิส ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางระบบคอมพิวเตอร์ จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของสหรัฐ (ซีเอสไอเอส) ได้แฉว่า 12 ประเทศที่มีขนาดกองทัพใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด 15 ประเทศทั่วโลก ได้หันมาจัดตั้งหน่วยงานในการดำเนินด้านสงครามบนโลกไซเบอร์แล้ว

และคาดว่าในปี 2556 การก่อสงครามและการจารกรรมข้อมูลบนโลกไซเบอร์ที่มีรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และอาจจะเลยเถิดถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าและใช้กำลังจริงก็เป็นได้

เพราะหลายประเทศเริ่มตระหนักแล้วว่า ภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่ร้ายแรงมาก เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในการทำงาน เก็บข้อมูลสำคัญๆ ไว้มาก

จากความหวาดระแวงที่เกิดขึ้น ก็ทำให้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ซึ่งเป็นองค์กรในเครือของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันแก้ปัญหาการแฮ็กข้อมูลคอมพิวเตอร์ในแบบสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามไซเบอร์ในระดับโลก

เพราะการดำเนินการแบบต่างคนต่างทำไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี ซ้ำร้ายยังก่อให้เกิดความหวาดระแวงกันเองในหมู่ประเทศต่างๆ มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบของภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ไม่ได้จำกัดวงแต่ในเฉพาะความสัมพันธ์ในเชิงการทูตระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมไปถึงในระบบการเศรษฐกิจและการค้าระดับโลกด้วย เพราะแน่นอนว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ราบรื่น ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจย่อมถูกกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เห็นได้จากท่าทีของ จอห์น ฟริสบี ประธานสภาธุรกิจสหรัฐจีน ตัวแทน 230 บริษัทสหรัฐที่ลงทุนในจีน ซึ่งออกมาเรียกร้องเมื่อไม่นานมานี้ ว่าต้องการให้รัฐบาลสหรัฐและจีนหันมาจับเข่าคุยกันในการแก้ปัญหาเรื่องการโจรกรรมข้อมูลบนโลกคอมพิวเตอร์ในขณะนี้ เพราะเกรงว่าประเด็นดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง สองยักษ์ใหญ่เลวร้ายลง จนส่งผลไปถึงการค้าของทั้งสองฝ่ายได้ หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามโทษว่าเป็นฝีมือของอีกฝ่าย

การที่ข้อมูลสำคัญทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน สามารถดำเนินการบนโลกออนไลน์ได้มากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มแฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางหาโอกาสหวังฉกฉวยข้อมูลความลับทางการค้าที่สำคัญ

ด้านผลสำรวจของไซแมนเทค บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส คาดว่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากการแฮ็กและจู่โจมทางคอมพิวเตอร์ ทั้งทางตรงและค่าฟื้นฟูรักษาระบบในปี 2554 มีมากถึง 3.88 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11.2 ล้านล้านบาท)

จึงไม่แปลกที่จะเริ่มเห็นบรรดาเอกชนหันมาให้ความสำคัญและตระหนักถึงพิษภัยเรื่องดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งผลสำรวจของเอไอจีบริษัทประกันภัยชั้นนำจากสหรัฐ เปิดเผยว่า ในปี 2555 ภัยคุกคามอันดับต้นๆ ในมุมมองของนักธุรกิจชั้นนำกว่า 285 คนทั่วโลก ถึง 85% ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การโจรกรรมข้อมูลทางโลกไซเบอร์ คือภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด

นอกจากนี้ การโจมตีและการเจาะระบบข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนปัจจุบันลูกค้าได้ทำประกันคุ้มครองความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น ก็ส่งผลให้เบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้น โดยนักวิเคราะห์จากเอไอจี เผยว่า การทำประกันดังกล่าวในบริษัทขนาดใหญ่อยู่ที่รายละ 500-600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4-1.7 หมื่นล้านบาท) และคาดว่าจะไต่ขึ้นไปถึงระดับพันล้านเหรียญสหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เรียกได้ว่า การเจาะเข้าระบบข้อมูลจึงถือเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจการค้าโลกที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลกระทบนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เฉพาะบนโลกไซเบอร์เท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบไปยังชีวิตมนุษย์นับล้านคนบนโลกอย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้