
ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับประชากรอย่างทั่วถึง
เมื่อพูดถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา คนทั่วไปมักจะคิดว่าเป็นเรื่องของคนรวย เป็นเรื่องของประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นการคุ้มครองบริษัทใหญ่ๆ ให้สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สิ้นสุด
เมื่อพูดถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา คนทั่วไปมักจะคิดว่าเป็นเรื่องของคนรวย เป็นเรื่องของประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นการคุ้มครองบริษัทใหญ่ๆ ให้สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สิ้นสุด
ความเข้าใจนั้นก็มีส่วนถูก แต่ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะนำทรัพย์สินทางปัญญา หรือพูดให้เจาะจงลงไปอีกก็คือสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยลดความยากจน ให้ประชาชนได้มีความสะดวกสบายมากขึ้น แน่นอนว่าเรื่องของเครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงในที่นี้ เพราะเครื่องหมายการค้า คนไทยก็มีแบรนด์ดังๆ เป็นที่รู้จักอยู่มาก ลิขสิทธิ์ก็เป็นเรื่องที่คนไทยถนัด โดยเฉพาะในเรื่องของภาพยนตร์และเพลง แต่ประเด็นที่จะพูดถึงก็คือการคิดประดิษฐ์ทางด้านสิทธิบัตร ที่จะมีผลออกมาเป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
ปัจจุจันจึงมีการพูดถึง “นวัตกรรมทั่วถึง” หรือ “Inclusive Innovation” ซึ่งคำนี้อาจพอสรุปได้ว่า เป็นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยยกมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชากรส่วนใหญ่ให้สูงขึ้น ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ที่ยังยากจนอยู่ ซึ่งเขาเรียกกันว่า อยู่ที่ฐานของพีระมิด (Bottom of the Pyramid) สามารถที่จะ
มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และมีส่วนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
ได้รับส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากนวัตกรรมทั่วถึงจะช่วยให้ประชากรที่อยู่ที่ฐานของพีระมิด ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเข้าถึง สิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าเป็นอาหาร น้ำ สุขอนามัย บริการด้านการเงิน สุขภาพ การศึกษา ไฟฟ้า การขนส่ง ฯลฯ เป็นการกระจายผลประโยชน์ที่เกิดจากการคิดประดิษฐ์ทางด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไปยังประชากรทั่วๆ ไปไม่ว่าจะมีรายได้ต่ำหรืออยู่ห่างไกลอย่างไร
ที่จริงไม่ใช่เพียงการพูดกัน หลายประเทศได้ลงมือทำแล้วอย่างเช่น อินเดีย ซึ่งเขามีปัญหาประชากรจำนวนมาก การกระจายรายได้ มีช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ทำให้คนชนบทไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาโรค สุขอนามัยได้อย่างที่ควรจะเป็น ถ้าหากว่าดูจากกราฟจะเห็นว่า ไม่ว่าเป็นเรื่องสุขภาพ บริการทางการเงิน การศึกษา โทรศัพท์ อินเดียจะอยู่ต่ำมาก ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย เราจะอยู่กลางๆ กราฟเหล่านี้ผู้เขียนได้จากการบรรยายของ Dr. Vinod K. Goel : The World Bank
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเมื่อประเทศไทยมีสภาพที่ดีกว่าบางประเทศแล้ว จะไม่คิดเรื่องนวัตกรรมทั่วถึง ถ้าอ่านในนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ฉบับที่ 1 พ.ศ. 25552564 ซึ่งคือแผนพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนแรกของประเทศไทย เรามีแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาถึงปัจจุบัน เป็นแผนที่ 11 แล้ว แต่ประเทศไทยเพิ่งจะมีแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนแรกคิดดูว่าจะล้าหลังขนาดไหน แผนนี้ได้พูดถึงนวัตกรรมทั่วถึง หรือ Inclusive Innovation ไว้ในหลายส่วนด้วยกัน แม้จะไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง ในส่วนของวิสัยทัศน์ ก็อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่ว่าด้วยการพัฒนาความเข้มแข็งของสังคม ชุมชน และท้องถิ่น รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถ และนวัตกรรมในภาคเกษตร การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องทำโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ที่พูดมาข้างต้นก็จะดูเป็นทฤษฎี หรือไม่ก็เป็นแผนที่เข้าใจได้ยาก แต่ลองดูตัวอย่าง เช่น อินเดียเขามีการผลิตขาเทียมให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก ไทยเราก็มีการผลิตขาเทียมได้ในราคาไม่แพงเช่นกัน โดยใช้วัสดุเหลือใช้เช่น หมอข้าวหม้อแกงอะลูมิเนียมที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น หรืออินเดียมีการผลิตอีโคคาร์ราคาถูก แต่ตรงนี้ไทยยังไม่มี นอกจากนโยบายรถคันแรกที่ทำเอาชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราไปไหนก็รถติดกันนานชนิดร้องไม่ออก แต่เราก็มีการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคในราคาที่ไม่แพง แจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะเป็นโรคในระยะเริ่มแรก ซึ่งจะช่วยให้มีการเยียวยารักษาได้ทันท่วงที อันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทั่วถึง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมที่อยู่ที่พื้นฐานของพีระมิด
ที่จริงเรื่องของการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ทำแล้วมีประโยชน์ต่อคนทั่วไปนี้ยังมีตัวอย่างให้ยกอีกมาก แต่เนื่องจากเนื้อที่จำกัดผู้เขียนขอจบไว้แค่นี้ก่อน







