posttoday
เหวี่ยงแหตรวจสุขภาพ...เสี่ยงตายเร็ว

เหวี่ยงแหตรวจสุขภาพ...เสี่ยงตายเร็ว

03 กุมภาพันธ์ 2556

เป็นที่วิจารณ์กันทั่วไปเมื่อโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (ไฮแทป) เปิดเผยข้อมูลว่า

เป็นที่วิจารณ์กันทั่วไปเมื่อโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (ไฮแทป) เปิดเผยข้อมูลว่า

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

เป็นที่วิจารณ์กันทั่วไปเมื่อโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (ไฮแทป) เปิดเผยข้อมูลว่า โปรแกรมการตรวจสุขภาพที่ใช้คัดกรองโรคร้ายทุกวันนี้เป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิตมากกว่าปกติ

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงมะเร็งปอด เนื่องจากโปรแกรมตรวจคัดกรองขณะนี้ไม่เหมาะสมและค้นหาอะไรไม่ได้ เผลอๆ การตรวจวินิจฉัยบางโรค เช่น มะเร็งปอด ที่ส่วนใหญ่กำหนดให้เอกซเรย์ปอดเป็นประจำเพื่อหาความผิดปกติทุกปี อาจทำให้ผู้ที่ตรวจได้รับอันตรายมากขึ้น

ขณะที่การตรวจมะเร็งตับที่มีผู้ป่วยมากกว่าปีละ 6,000 คน และเสียชีวิตกว่าปีละ 2,000 คนนั้น ก็ควรจะมีการตรวจไวรัสตับอักเสบบีก่อนตั้งแต่อายุยังน้อยไปจนถึงอายุ 40 ปี เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีอาจทำให้เป็นมะเร็งตับต่อไปในอนาคต

ที่ฮือฮาอีกประการก็คือ การตรวจโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งไฮแทปออกมาให้ข้อมูลว่า จริงๆ แล้วมี 2 ประเภท ได้แก่ มะเร็งที่เป็นมิตร ไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งคนไทยเป็นอยู่ประมาณ 60% และประเภทที่สองมีอาการรุนแรง ควรได้รับการรักษา

เหวี่ยงแหตรวจสุขภาพ...เสี่ยงตายเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาตรวจคัดกรอง มะเร็งไม่สามารถจำแนกได้ว่า แบบใดเป็นแบบที่เป็นมิตร และแบบใดที่มีอาการรุนแรง จึงต้องรักษาทั้งหมด โดยขั้นตอนการตรวจรักษาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เพราะต้องทำเคมีบำบัด ฝังแร่ หรือกระบวนการรักษาอื่นๆ จนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

อันที่จริงทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการคัดกรองทางสุขภาพระดับประชากรในประเทศไทย” ซึ่งไฮแทปศึกษามาตั้งแต่ปี 2554 โดย นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ ประธานโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (ไฮแทป) ระบุว่า โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกรมบัญชีกลางนำข้อมูลเรื่องการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปี ตามสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ มาให้ไฮแทปวิจัยถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะได้รับว่าเป็นอย่างไร

สิ่งที่พบอย่างแรกเลยก็คือ การตรวจคัดกรองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองที่มีอยู่ทุกวันนี้ ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน หรือที่บริษัทประกันชีวิตแนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปีนั้น แทบไม่มีหลักฐานวิชาการว่ามีที่มาอย่างไร และเพราะเหตุใดต้องตรวจด้วยวิธีนี้

ที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือ รูปแบบการตรวจโรคในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการกำหนดกันเองของแต่ละโรงพยาบาลว่าพอใจจะตรวจแพ็กเกจอะไรบ้าง ซึ่งบางรายการก็เน้นเฉพาะโปรแกรมการตรวจซึ่งเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก เช่น การเอกซเรย์ทั้งตัวเป็นประจำทุกปี ที่ต้องเสียค่าฟิล์มค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยไม่จำเป็น และไม่มีจุดมุ่งหมายว่าตรวจไปเพื่ออะไร

“การตรวจคัดกรองโรคทุกชนิดเป็นการตรวจแบบเหวี่ยงแห ไม่ได้ตรวจเฉพาะโรคใดโรคหนึ่ง ซึ่งบางโรคก็ไม่จำเป็นต้องตรวจ และบางโรคก็อาจส่งผลเสียหากมีการตรวจเป็นประจำ สิ่งที่เราแนะนำก็คือ จะต้องปรับเปลี่ยนโปรแกรมการคัดกรองโรคใหม่ทั้งระบบว่า อะไรจำเป็นในช่วงอายุไหน เพศไหน และอะไรที่ไม่จำเป็นบ้าง

โดยนำข้อมูลพื้นฐานจากโรคที่เกิดกับคนไทยถี่และสูง และคร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก มาเทียบเคียงกับฐานข้อมูลในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการคัดกรองในต่างประเทศ และรูปแบบการคัดกรองในประเทศไทย โดย 5 ประเทศที่นำมาเปรียบเทียบข้อมูล ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และไทย” นพ.ยศ เล่า

ขณะที่ ธนัญญา คู่พิทักษ์ขจร ผู้ช่วยวิจัยในโครงการนี้ กล่าวว่า ได้มีการจัดประชุมเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโรค ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2555 ที่ผ่านมา โดยเชิญผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน ราชวิทยาลัยต่างๆ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และภาคประชาชน เข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน และนำรายการโรคทั้งหมด 31 รายการ ไปให้พิจารณา

ทั้งนี้ มีข้อมูลประกอบตั้งแต่รูปแบบการคัดกรองระบบเดิม จำนวนผู้ป่วย อัตราที่เพิ่มมากขึ้น และอัตราการเสียชีวิต มีอุบัติการณ์ความชุกสูง แล้วให้ผู้เข้าร่วมประชุมพิจารณาทั้งหมด 3 รอบ จนตกผลึกเหลือเพียง 12 โรคเสี่ยงที่มีคะแนนมากที่สุด

12 โรคเสี่ยงที่ศึกษาอุบัติการณ์ความชุก และสภาวะโรคที่ควรมีการคัดกรอง ประกอบด้วย 1.โรคหัวใจขาดเลือด2.โรคหลอดเลือดสมอง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไต 5.โรคมะเร็ง แยกออกเป็นโรคมะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งปากมดลูก 6.โรคเอดส์ 7.วัณโรค 8.โรคหอบหืด 9.โลหิตจาง 10.ธาลัสซีเมีย 11.ภาวะทุพโภชนาการ และ 12.โรคพิษสุราเรื้อรังและอุบัติเหตุ

“เราไม่สามารถศึกษาได้ทั้ง 30 ปัญหา ทั้งเวลาหรืองบประมาณ ก็หยิบมา 12 โรค โดยตอนเช้าจะเสนอผลภาพรวมสั้นๆ ให้ทุกคนได้ทราบแล้วแบ่งห้อง หลังจากนั้นก็จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญทุกกลุ่มโรคทุกเดือนเพื่อประชุมและให้ข้อเสนอแนะ ขณะที่ทีมวิจัยของไฮแทปจะนำงานวิจัยในต่างประเทศมาเปรียบเทียบเพื่อสอบถามผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หรือไม่” ธนัญญา กล่าว

ข้อเสนอในครั้งนี้จะให้มีการทบทวนการตรวจคัดกรอง โดยอาจระบุโดยแยกตามเพศและอายุ ซึ่งที่เคาะแล้วขณะนี้ก็เช่น การคัดกรองภาวะทุพโภชนาการ หรือการคัดกรองเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีนั้น จากเดิมที่มีการวัดน้ำหนัก ส่วนสูง รอบเอว และรอบอกนั้น จะต้องมีการวัดรอบศีรษะด้วย เพื่อตรวจสอบพัฒนาการของสมอง

นอกจากนี้ จะต้องมีการซักประวัติการรับประทานผลไม้ หรือการรับประทานเนื้อสัตว์ด้วย เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ป้องกันการเกิดโรคอ้วนในอนาคต หรือการตรวจมะเร็งปากมดลูก ก็จะแนะนำให้ตรวจแบบแปปสเมียร์ รวมถึงเสนอแนะให้ตรวจเร็วขึ้น จากเดิมที่ตรวจในช่วงอายุ 35-60 ให้เปลี่ยนเป็นตรวจช่วงอายุ 30-60 ปีแทน เนื่องจากผู้หญิงไทยมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น

ขณะที่การคัดกรองโรคพิษสุราเรื้อรังและอุบัติเหตุ ก็อาจต้องมีการคัดกรองเบื้องต้นด้วยการสัมภาษณ์ ซักประวัติพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อนำไปคัดกรองว่าการดื่มสุราเริ่มส่งผลกระทบกับสุขภาพหรือยัง ขณะที่อุบัติเหตุก็อาจต้องคัดกรองตั้งแต่ก่อนทำใบขับขี่ หรือใบขับขี่รถสาธารณะว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมหรือไม่

สำหรับโรคที่แนะนำให้ตรวจคัดกรองแน่นอน ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี เบาหวาน และยกเลิกการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี แต่เอกซเรย์เฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเท่านั้น โดยในวันที่ 4 มี.ค.นี้ ไฮแทปจะจัดประชุมใหญ่เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยดังกล่าวที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ก่อนจะนำเสนอเป็นเล่มวิจัยภายในเดือน พ.ค. ซึ่งขณะนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่กรมบัญชีกลางจะตอบรับผลการวิจัย เนื่องจากมีความคุ้มค่าและประหยัดกว่าแบบเดิม รวมถึงข้อมูลทั้งหมดมีพื้นฐานจากวิชาการ ต่างจากเดิมที่ไม่มีข้อมูลอะไรรองรับ

นอกจากนี้ จะเสนอให้มีการตั้ง“คณะกรรมการระดับชาติเพื่อดูแลเรื่องการตรวจคัดกรองโรค” เช่นเดียวกับคณะกรรมการพัฒนาบัญชียาหลัก เพื่อควบคุมให้ทั้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐมีแบบแผนการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม รวมถึงมีข้อมูลทางวิชาการรองรับเพื่อลดภาระโรคของคนไทย

รวมถึงจะมีการเสนอแพ็กเกจการตรวจเหล่านี้เข้าไปในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ตั้งโปรแกรมตรวจสุขภาพของตัวเองที่เหมาะสมด้วย

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI