posttoday
เอเชีย-ละตินเร่งสกัดทุนร้อนทำมากเกินเสี่ยงกระทบศก.โต

เอเชีย-ละตินเร่งสกัดทุนร้อนทำมากเกินเสี่ยงกระทบศก.โต

01 กุมภาพันธ์ 2556

กลายเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจของโลกที่ดำเนินมาต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับภาวะความเสี่ยง “สงครามค่าเงินโลก”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจของโลกที่ดำเนินมาต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับภาวะความเสี่ยง “สงครามค่าเงินโลก” เนื่องจากการเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มพิกัด ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ และอัดเงินเข้าระบบอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้พ้นจากภาวะชะลอตัวของเหล่าบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ได้ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงกว่าอย่างเช่น เอเชียและละตินอเมริกา หรือทวีปอเมริกาใต้แทน

ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียและละตินอเมริกา จึงหันมางัดมาตรการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อปกป้องเงินทุนร้อนดังกล่าว ที่จะทำให้ค่าเงิน ค่าของตัวเองแข็งค่าเกินไป และป้องกันการเก็งกำไร รวมไปถึงปัญหาฟองสบู่ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วกันถ้วนหน้าไล่เรียงไปตั้งแต่ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ โคลัมเบีย และเปรู

เนื่องจากต้องยอมรับว่าประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่พึ่งพาภาคการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาระดับค่าเงินของตัวเองเอาไว้ไม่ให้แข็งค่ามากจนเกินไป และเพื่อเป็นการรักษาระดับเสถียรภาพในการแข่งขันในทางการค้าเอาไว้ให้ได้

ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาหลายประเทศจะหันมาใช้มาตรการปกป้องค่าเงิน และสกัดเงินทุนร้อนที่ไหลทะลักเข้ามามากเกินไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้นี้

ดังเห็นได้จากการที่ค่าเงินของหลายประเทศยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เช่น ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 เดือน ที่ 1,092 วอนต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี ที่ 40.55 เปโซ ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาเงินทุนร้อนจะยิ่งไหลทะลักเข้ามาในเอเชียและละตินอเมริกาหนักขึ้นก็คือ แนวโน้มการฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เช่น การประกาศผลจีดีพีสหรัฐไตรมาส 4 ปีที่แล้วก็กลับเข้าสู่ภาวะหดตัวที่ 0.1% ขณะที่อัตราการว่างงานของกลุ่มยูโรโซนเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ก็ทำท่าว่าจะพุ่งทำสถิติขึ้นไปที่ 11.9% สูงจากเดือนก่อนหน้านั้นซึ่งอยู่ที่ 11.8%

ดังนั้น จึงทำให้การดำเนินนโยบายอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้จึงยังคงจำเป็นต้องดำเนินต่อไปอีก ดังเห็นได้จากแถลงการณ์ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุดที่ได้ยืนยันชัดว่าการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งที่ 3 ผ่านทางการเข้าซื้อสินทรัพย์เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะยังเดินหน้าต่อไป

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่พึ่ง ประกาศเพิ่มเป้าเงินเฟ้อไปที่ 2% และการออกมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์แบบปลายเปิด (ไม่จำกัดเวลา) ในต้นปี 2014 เป็นต้นไป เพียง 1 สัปดาห์ ล่าสุดก็ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าจะดำเนินนโยบายกระตุ้นอีกในอนาคต หากสถานการณ์บีบบังคับให้จำเป็นต้องทำ

จึงไม่แปลกที่เหล่าบรรดาประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชีย รวมไปถึงบางประเทศในละตินอเมริกาจะเริ่มวิตกถึงแนวโน้มของคลื่นเงินทุนร้อนระลอกใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต และเตรียมหันมาดำเนินมาตรการและหยิบใช้เครื่องมือต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสกัดกั้นแนวโน้มการหลั่งไหลเข้ามาของเงินร้อนดังกล่าวมากขึ้นในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ที่รัฐมนตรีคลังได้ออกมาประกาศกร้าวว่าอาจจะพิจารณามาตรการการเก็บภาษีด้านธุรกรรมการเงินในตลาดพันธบัตร และตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อลดความผันผวนในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนค่าเงินดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังได้ร้องขอให้รัฐวิสาหกิจในประเทศหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินจากต่างชาติอีกด้วย

ส่วนธนาคารกลางฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ก็ออกมาเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่ากำลังดำเนินการศึกษามาตรการต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อมาสกัดการไหลเข้ามาของเงินทุนต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์นั้นมีข่าวว่าทางธนาคารกลางกำลังพิจารณาผ่อนคลายกฎการแลกเปลี่ยนค่าเงินตราต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เงินไหลเวียนออกนอกประเทศมากขึ้น

ขณะที่รัฐบาลไทยได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามและศึกษามาตรการรองรับกับปัญหาค่าเงินบาทผันผวนแล้ว หลังจากที่ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 17 เดือน ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่าค่าเงินบาทอาจแข็งต่อเนื่องจนทะลุไปอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ได้ในอนาคต

ส่วนในฟากของทางฝั่งละตินอเมริกา ที่ในปีนี้คาดว่าเงินทุนไหลเข้าจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5.6% ที่ 3.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำนักข่าวรอยเตอร์สคาดการณ์ว่าธนาคารกลางเม็กซิโกกำลังจะพิจารณาหั่นดอกเบี้ยลงในไม่ช้านี้ ส่วนเปรูก็เตรียมชำระหนี้ต่างชาติ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนกำหนดในปีนี้ อีกทั้งยังได้เตรียมออกมาตรการเข้าแทรกแซงค่าเงินในประเทศ ส่วนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โคลัมเบียได้ออกมาตัดลดดอกเบี้ย และเพิ่มการซื้อเงินเหรียญสหรัฐไปก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศต่างๆ จะหันมาใช้เครื่องมือและมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับการหลั่งไหลเข้ามาเงินทุนที่หลากหลายมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าในสายตาของนักวิเคราะห์บางส่วนกลับรู้สึกเป็นกังวลต่อการใช้เครื่องมือมาตรการต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้นว่า หากดำเนินการไม่ดีและรุนแรงเกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นผลดีเหมือนที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากจะไปบั่นทอนและทำลายความสามารถของภาคเอกชนในการปรับตัวต่อภาวะความเปลี่ยนแปลงของตลาด

ไม่เพียงเท่านั้น การดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างไร้ขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปแทรกแซงค่าเงิน ก็อาจนำไปสู่ภาวะความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินโลกมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ปัญหาหาดังกล่าวจึงคาดว่าได้รับการนำไปพูดคุยและหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ในเวทีที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 20 ประเทศ (จี20) ที่รัสเซีย ในเดือนหน้านี้

ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ควรจะทำก็คือไม่ใช่การไปหยุดการไหลเวียนเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ แต่ตะต้องเน้นไปที่การบริหารจัดการการไหลเวียนของเงินทุนที่เข้ามาให้เหมาะสม

“นักลงทุนสามารถยอมรับกับการจำกัดอัตราเงินฝาก หรือการควบคุมเงินทุนไหลเข้าได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่ชอบและกลัวคือเงินทุนของพวกเขาถูกกักไว้ไม่ให้ไปไหน” จีออฟ เลวิส นักยุทธศาสตร์โลก จากฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ของธนาคารเจพีมอร์แกน กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะวอลสตรีตเจอร์นัล

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากจีพีมอร์แกน กล่าวเสริมว่า แม้สถานการณ์ขณะนี้จะยังถึงกับร้ายแรงและเป็นสิ่งที่ทำลายระบบการไหลเวียนของเงินทุนมากเกินไป แต่เหล่าบรรดาธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ก็ควรที่จะคำนึงถึงผลดีผลเสียที่เหมาะสมก่อนที่จะออกนโยบายและมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต

จึงนับเป็นความท้าทายต่อบทบาทและการตัดสินใจของธนาคารกลางและภาครัฐบาลของเอเชียและในละตินอเมริกาต่อการรับมือกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

เพราะหากไม่ระมัดระวัง และใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างเหมาะสมแล้ว อนาคตอันเรืองรองของตลาดเกิดใหม่ ย่อมอาจดับสูญสลายไปได้ในพริบตา ซึ่งทั้งสองทวีปนั้นได้เคยลิ้มลองประสบการณ์อันเจ็บปวดมาแล้วในช่วงทศวรรษ 1990

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน