posttoday
ผลกระทบจากมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน3แสนล้านบาท

ผลกระทบจากมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน3แสนล้านบาท

29 มกราคม 2556

รมว.พลังงาน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แถลงสรุปสถานการณ์พลังงานของประเทศในปี 2555 ว่า การใช้พลังงานรวมเพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2554 โดยเป็นการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 4.7% อยู่ที่ 7.1 แสนบาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งปีสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% (นำเข้า 8.6 แสนบาร์เรล/วัน ที่ราคาเฉลี่ย 114 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากราคาเฉลี่ยปี 2554 ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล)

รมว.พลังงาน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แถลงสรุปสถานการณ์พลังงานของประเทศในปี 2555 ว่า การใช้พลังงานรวมเพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2554 โดยเป็นการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 4.7% อยู่ที่ 7.1 แสนบาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งปีสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% (นำเข้า 8.6 แสนบาร์เรล/วัน ที่ราคาเฉลี่ย 114 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากราคาเฉลี่ยปี 2554 ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล)

ในขณะที่ด้านการส่งออก เรามีการส่งออกพลังงานเป็นน้ำมันสำเร็จรูปมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 85% ของการส่งออกทั้งหมด มูลค่า 3.4 แสนล้านบาท/ปี ส่วนน้ำมันดิบส่งออกเพียง 5.1 หมื่นล้านบาท/ปีเท่านั้น ไม่ได้มากมายอย่างที่มีผู้พยายามเผยแพร่ข่าวสารผ่านทางสื่อสังคม (Social Media) ให้ประชาชนเข้าใจผิดแต่อย่างใด

หากแยกการใช้พลังงานออกเป็นแต่ละชนิด จะพบว่า การใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน ซึ่งรวมแก๊สโซฮอล์ด้วย มีการใช้อยู่ที่ 20.8 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 เพียง 3.8% โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มในกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ แต่ในส่วนของน้ำมันดีเซลกลับมีอัตราการเพิ่มสูงกว่า โดยมียอดการใช้ถึงวันละ 55.8 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 6.6% เลยทีเดียว

ยิ่งมาดูในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซแอลพีจี จะยิ่งเห็นภาพชัดเจน โดยในปีที่แล้วประเทศไทยมีการใช้ก๊าซแอลพีจีที่ระดับ 7.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.7% โดยแยกเป็นการใช้ในภาคครัวเรือน 3.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 14.6% ภาคอุตสาหกรรม 6.2 แสนตัน ลดลง 14.1% ภาคขนส่ง 1.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.2%

จากตัวเลขการใช้พลังงานในปีที่แล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พลังงานชนิดใดที่ได้รับการอุดหนุนทางด้านราคาจากนโยบายของรัฐบาล พลังงานชนิดนั้นจะมีอัตราการใช้เติบโตกว่าพลังงานชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด เช่น น้ำมันดีเซล ซึ่งรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันมีนโยบายตรึงราคาไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร หรือก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง (ที่แม้จะมีการขึ้นราคาไปบ้าง แต่ก็ยังมีการอุดหนุนอยู่) และภาคครัวเรือนที่ยังตรึงราคากันไว้เป็นสิบกว่าปีแล้ว เปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่มีการขึ้นราคากันไปตามราคาในตลาดโลก ทำให้ปริมาณการใช้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

การอุดหนุนราคาพลังงาน นอกจากจะทำให้ปริมาณการใช้พลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จนอาจมีผลต่อโครงสร้างการผลิตและการใช้พลังงานในบ้านเรา ทำให้ไม่เกิดความสมดุลในการวางแผนด้านการผลิตและต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในกรณีของก๊าซแอลพีจีแล้ว ยังทำให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินหรือไม่ก็ต้องขาดรายได้อย่างมากมายมหาศาลในการอุดหนุนราคาพลังงาน ยิ่งอุดหนุนมากก็ยิ่งต้องใช้เงินมาก ยิ่งอุดหนุนนานก็ยิ่งเลิกยาก เปรียบเสมือนป้อนยาเสพติดให้ประชาชนเสพ แทนที่จะให้ประชาชนปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรัฐบาลคอยประคับประคองช่วยเหลือในส่วนของภาคประชาชนที่อ่อนแอและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งจะเข้าถึงกลุ่มผู้เดือดร้อนโดยตรงและใช้งบประมาณที่น้อยกว่ามาก

เงินที่ใช้ไปในโครงการอุดหนุนราคาพลังงานนั้นมากมายมหาศาลนัก สามารถเอาไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ให้ได้ประโยชน์มากกว่าเอามาเผาผลาญพลังงานให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ก็ใช้เงินไปมากกว่า 2 แสนล้านบาทแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงสองปีเท่านั้น

โครงการนี้เริ่มในปี 2553 ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2553 ให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2553 จนถึงเดือน เม.ย. 2554 โดยกองทุนน้ำมันฯ ได้จ่ายเงินชดเชยไปทั้งสิ้นเป็นเงิน 23,301 ล้านบาท

หลังจากนั้นราคาน้ำมันก็ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกองทุนน้ำมันฯ ก็มีหนี้สินมากถึง 29,751 ล้านบาท คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงเห็นชอบให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจาก 5.31 บาท/ลิตร ลงเหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 1 ปี 9 เดือน คิดเป็นเงินภาษีที่สูญเสียไปรวมทั้งสิ้น 186,457 ล้านบาท (คิดจากยอดการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยต่อวันที่ 55 ล้านลิตร) เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ ก่อนหน้านี้ 23,301 ล้านบาท โครงการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ของทั้งสองรัฐบาลนี้จึงใช้เงินไปแล้ว 209,758 ล้านบาท ภายในระยะเวลาแค่สองปี

นี่ยังไม่นับการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีที่ทำกันมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนส่วนต่างราคานำเข้าและส่วนต่างราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 107,978 ล้านบาท

ดังนั้น เฉพาะสองผลิตภัณฑ์นี้รัฐบาลก็ใช้เงินอุดหนุน (เงินของผู้ใช้น้ำมัน+เงินภาษี) ไปแล้วถึง 317,736 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถเอาไปลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นถนน ท่าเรือ รถไฟ สนามบิน ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ หรือจะเอาไปลงทุนในโครงการสวัสดิการสังคมเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย สวนสาธารณะ สนามกีฬา ฯลฯ ก็ยังดีกว่าเอามาตรึงราคาน้ำมันให้คนขับรถได้ใช้น้ำมันถูกๆ แล้วขับกันอย่างไม่มีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานแม้แต่น้อย ซ้ำยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนนอีกด้วย

เขียนมาถึงตรงนี้ก็คิดได้ว่า ใครบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ชอบทำนโยบายประชานิยม ผมดูเรื่องพลังงานแล้วมันก็ประชานิยมกันทุกรัฐบาลแหละครับ ข้อสำคัญที่สุดก็คือประชาชนนั่นแหละครับที่ชอบนโยบายแบบนี้ ดังนั้นก็ต้องทนเสพติดพลังงานกันต่อไป และถ้าวันไหนที่พลังงานในประเทศของเราหมดไป แล้วต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ 100% ก็อย่ามาบ่นก็แล้วกันว่า ทำไมไม่เตือนกันก่อนบ้างเลย!!!

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน