
ศึก 2 ด้าน
ระยะนี้หลายชาติในเอเชียกำลังเจอปัญหาบางอย่างเหมือนๆ กัน คือเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว อันเป็นผลกระทบจากความซบเซาในตลาดโลก โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซน และตลาดสหรัฐที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ระยะนี้หลายชาติในเอเชียกำลังเจอปัญหาบางอย่างเหมือนๆ กัน คือเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว อันเป็นผลกระทบจากความซบเซาในตลาดโลก โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซน และตลาดสหรัฐที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ทำให้บางประเทศต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อพยุงให้เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ตัวอย่างที่น่าจับตาในขณะนี้ก็หลีกหนีไม่พ้นเวียดนาม ที่กำลังตกอยู่ในสถานะหนีเสือปะจระเข้ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกก็ไม่ได้ เพราะขณะนี้ตัวเลขดัชนีราคาสินค้า ซึ่งเป็นมาตรวัดบอกระดับเงินเฟ้อในประเทศที่เริ่มปรับขึ้นบ้างแล้ว
ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา เวียดนามเจอกับปัญหาใหญ่ที่ระดับเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปเป็นตัวเลข 2 หลัก สูงสุดเคยแตะระดับ 20% ทีเดียว
นั่นเป็นเพราะว่า เวียดนามเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป ประกอบกับเวียดนามนำเข้าในปริมาณมหาศาล
นั่นส่งผลให้เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเวียดนามใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมาถึง 6 ครั้ง เพื่อลดความร้อนแรงของปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งปรากฏว่าก็ทำได้อย่างน่าพอใจที่เงินเฟ้อปรับลดลงมาอยู่ที่ราวๆ 6%
อย่างไรก็ตาม จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต เวียดนามได้งัดใช้มาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งในปี 2555 หลังจากที่การเติบโตของเวียดนามเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่นั่นก็ตามมาด้วยความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่กำลังจะกลับมาหลอนเวียดนามอีกครั้ง ทำให้ในปีนี้เวียดนามเจอกับสภาวะที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่ง จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อก็ไม่ได้ ลดดอกเบี้ยลงก็ไม่ไหว ขณะที่เศรษฐกิจก็ยังไม่กลับขึ้นมาเติบโตในระดับที่ควรจะเป็น
ไม่ต่างจากสิงคโปร์ครับ เมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจสิงคโปร์หนีตายจากการถดถอยทางเทคนิคไปได้อย่างหวุดหวิด เพราะได้รับผลกระทบอย่างตรงๆ จากความซบเซาในตลาดยุโรปและสหรัฐ
แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสิงคโปร์กลับต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อ ที่ในเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา ดัชนีเงินเฟ้อสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้สิงคโปร์หมดสิทธิที่จะใช้นโยบายทางการเงินใด เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะนี้
นอกจากสองประเทศนี้แล้ว นักวิเคราะห์ต่างชาติก็กำลังจับตากันแบบไม่กะพริบ ว่าสถานการณ์ของประเทศไทยเราเองจะเป็นอย่างไร เพราะแม้ว่าขณะนี้ระดับเงินเฟ้อของไทย ที่รวมราคาอาหารและน้ำมันจะอยู่ที่ราวๆ 33.5% ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในระดับไม่น่ากลัวเท่าไหร่
แต่แนวโน้มผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศนั้น เสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นมาได้ทุกเมื่อครับ
เพราะว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้ไม่สู้ดี เงินเฟ้อก็สร้างปัญหาได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายประเทศขณะนี้ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าไหร่ งานนี้หาทางออกไม่ง่ายครับ







