
ค่าเงินเยนกับอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ
ชินโสะ อาเบะ ดำเนินนโยบายเยนอ่อนมานานนับเดือนแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเสียอีก และต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะนอกจากจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายแล้ว เงินเยนยังได้อ่อนค่าลงประมาณ 15% โดยไม่ถูกต่อต้านจากนานาประเทศ
ชินโสะ อาเบะ ดำเนินนโยบายเยนอ่อนมานานนับเดือนแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเสียอีก และต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะนอกจากจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายแล้ว เงินเยนยังได้อ่อนค่าลงประมาณ 15% โดยไม่ถูกต่อต้านจากนานาประเทศ
แต่ในวันนี้เจ้าทุกข์รายแรกได้ปรากฏตัวออกมาแล้ว นั่นก็คืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ
แม้จะไม่ใช่เจ้าทุกข์ระดับประเทศ แต่ก็มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญกับเศรษฐกิจและการจ้างงานในสหรัฐไม่ใช่น้อย
เจ้าทุกข์รายนี้เริ่มออกโรงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐกำหนดมาตรการต่อต้านและลงโทษญี่ปุ่นที่จงใจบิดเบือนค่าเงิน ผลที่ตามมาคือ ค่าเงินเยนที่ก่อนหน้านั้นได้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง เริ่มเกิดอาการชะงัก และหลังจากนั้นก็มีการแข็งขึ้นเล็กน้อย สลับกับอ่อนลงเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับทิศทางของข่าวในแต่ละขณะ
อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ นำโดยจีเอ็ม และฟอร์ด เคยเป็นอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ต่อมาได้ถูกบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่น นำโดยโตโยต้า กับฮอนด้า ค่อยๆ เจาะตลาด โดยเริ่มจากตลาดรถเล็ก และจากรัฐที่อยู่ริมฝั่งมหาสมุทร จนสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดสหรัฐได้มากขึ้นเป็นลำดับ
ในช่วงสิบกว่าปีหลัง อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐประสบปัญหาการเงินและสภาพคล่องเป็นระยะๆ ต้องย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุน และลดการจ้างงานในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกับสหภาพแรงงาน
ในปี ค.ศ. 1998 ยักษ์ใหญ่อันดับ 3 คือ ไครสเลอร์ ทนแข่งขันต่อไปไม่ไหว ต้องยอมรวมกับเดมเลอร์ของเยอรมนี ส่วนจีเอ็มกับฟอร์ดก็ลุ่มๆ ดอนๆ เรื่อยมา จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 20082009 รัฐบาลสหรัฐในปลายสมัย จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และต้นสมัย บารัก โอบามา ต้องกระโดดลงไปให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงการล้มละลายและการลอยแพคนงานจำนวนหลายแสนคน
ก่อนหน้านั้นหลายปี มีการตีพิมพ์ผลการวิเคราะห์ทางวิชาการภายในสหรัฐอย่างต่อเนื่องว่า ญี่ปุ่นเอารัดเอาเปรียบด้วยการบิดเบือนค่าเงินให้อ่อนกว่าที่ควร ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาดรถยนต์ กล่าวคือ ค่าเงินทำให้รถยนต์ญี่ปุ่นมีต้นทุนต่ำกว่ารถยนต์สหรัฐคันละนับพันเหรียญสำหรับรถเล็ก และอาจถึงระดับหมื่นเหรียญสำหรับรถใหญ่และรถหรู
หลังวิกฤตญี่ปุ่นถูกสถานการณ์บีบให้จำต้องปล่อยค่าเงินเยนให้แข็ง ประกอบกับอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐก็ได้ผ่านการปรับโครงสร้างและลดต้นทุน จึงสามารถกลับมาแข่งขันได้ดีขึ้น แม้จะมีกลุ่มใหม่จากเอเชีย คือ กลุ่มฮุนไดของเกาหลี ที่อาศัยกลยุทธ์ค่าเงินอ่อนเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่าสมัยก่อน
ในวันนี้เมื่อเงินเยนกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐจะเริ่มตกอยู่ในอาการขวัญผวา
กล่าวอ้างกันว่า ต้นทุนที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นประหยัดได้จากการอ่อนลงของค่าเงิน มีมากกว่าอัตรากำไรของบริษัทรถยนต์สหรัฐเสียอีก โอกาสที่ผู้ผลิตสหรัฐจะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดจึงมีอยู่สูง และหากเงินเยนยังอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้ อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐก็อาจถึงกับอยู่ไม่ได้
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นพยายามชี้แจงว่า ทุกวันนี้รถยนต์ที่ขายในสหรัฐส่วนใหญ่ก็ผลิตจากโรงงานในสหรัฐอยู่แล้ว แต่นักวิเคราะห์ในสหรัฐก็โต้กลับว่า แม้จะประกอบในสหรัฐ แต่ก็ยังมีชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย
มีข้อสังเกตต่อไปว่า บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นแต่ละบริษัทได้ประโยชน์จากเยนอ่อนไม่เท่ากัน โดยโตโยต้าน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะยังมีสัดส่วนการผลิตในญี่ปุ่นค่อนข้างสูง และยังคงส่งออกประมาณครึ่งหนึ่งของยอดการผลิตในญี่ปุ่น
สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงน่าจะมีน้อยกว่า หรืออาจจะเห็นไม่ชัดเจนเท่ารถยนต์ รวมทั้งอาจไม่มีรอยแผลที่ยังฝังอยู่ในความทรงจำเหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์
ผมก็ไม่แน่ใจว่า ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐจะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะอีกด้านหนึ่งสหรัฐก็หวังจะให้ญี่ปุ่นมาช่วยทำคิวอีข้ามประเทศด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
เป็นไปได้ว่า โอบามา จะพยายามลอยตัวเหนือปัญหา โดยการโยนเผือกร้อนให้กับรัฐมนตรีคลังคนใหม่ ให้เป็นผู้กำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลต่อไป
แต่ที่ชัดเจน คือ หนทางต่อจากนี้ของ ชินโสะ อาเบะ อาจไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป
ในกรณีของไทย ผมไม่คิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะไปทะเลาะเบาะแว้งหรือประกาศตัวเป็นศัตรูกับญี่ปุ่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ คือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เขาไปตกลงกันเอง
แม้ว่าเราอาจต้องยอมให้ญี่ปุ่นได้เปรียบเราทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่อย่างน้อยเราก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะปกป้องความสามารถในการแข่งขันของเราในภาพรวม ด้วยการดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ผมเห็นใจธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ที่เป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเฟ้อที่มากับนโยบายประชานิยม และวินัยการคลังที่หย่อนยาน รวมทั้งเข้าใจความประสงค์ของ ธปท. ที่ต้องการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงกว่าเงินเฟ้อ
แต่ในขณะเดียวกัน หากการจะได้สิ่งนี้มา เราต้องแลกด้วยการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ผมก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่ากัน
การรักษาอัตราดอกเบี้ยให้สูง โดยไม่สามารถดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ก็มีค่าเท่ากับการชูนโยบายบาทแข็งนั่นเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพื้นฐานและสถานการณ์เศรษฐกิจของเราในปัจจุบัน
หากต้องการให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก ก็ควรพร้อมที่จะดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งเกินไป ซึ่งอาจหมายถึงต้องพร้อมที่จะแทรกแซง และพร้อมที่จะขาดทุนจากส่วนต่างดอกเบี้ย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ







