
แก่ตัวไปทุกวันเสียโอกาสไปทุกทีจี้รัฐเลิกเตะถ่วงกองทุนการออม
นับตั้งแต่ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ 2554 (กอช.) มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว
นับตั้งแต่ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ 2554 (กอช.) มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
นับตั้งแต่ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ 2554 (กอช.) มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการสร้างหลักประกันรายได้ให้ประชาชนยามชราภาพ เพราะเนื้อหาสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ ให้สมาชิกกองทุนเริ่มสะสมเงินตั้งแต่อยู่ในวัยทำงาน บวกกับรัฐบาลร่วมจ่ายสมทบ เมื่อถึงวัยเกษียณก็จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนตราบวาระสุดท้าย
ยิ่งแนวโน้มสังคมไทยในอนาคตกำลังเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวในยุคนี้มีลูกน้อย หรือเลือกที่จะไม่มีเลย ทำให้ยามแก่เฒ่าชราจะมีปัญหาขาดคนดูแลและมีค่าใช้จ่ายในชีวิตสูง
การเก็บออมเพื่อเตรียมพร้อมรับความลำบากวัยชรา จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้
ทว่าจนกระทั่งถึงปัจจุบัน กระทรวงการคลังในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็ยังไม่เริ่มจัดตั้งสำนักงานกองทุน ไม่แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุน และไม่จัดสรรเงินเข้ากองทุน
นอกจากเดินหน้าแล้ว ยังแสดงท่าทีจะปรับแก้เนื้อหาสาระในหลายๆ ประเด็น ทั้งที่กฎหมายเพิ่งมีผลบังคับไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ บ้างก็ว่าเพราะกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ การเดินหน้า กอช.จึงอาจทำให้เสียเหลี่ยมทางการเมือง ให้ประชาธิปัตย์เอาไปอ้างเป็นผลงานได้ บ้างก็ว่ารัฐบาลพยายามแก้ไขเนื้อหาหน้าตากฎหมาย เพื่อเปลี่ยน กอช.ให้เป็นผลงานตัวเองแทน
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การลากยาวไม่ดำเนินการจัดตั้ง กอช.อย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งเนิ่นนานไปก็ทำให้ประชาชนเสียโอกาสไปทุกๆ ที
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ และสำนักงานปฏิรูป (สปร.) ซึ่งติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอดจึงจัดสัมมนา “สิ้นสุดการรอคอย เดินหน้าบำนาญเพื่อประชาชน” ขึ้นเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางผลักดันให้เกิด กอช.โดยมีนักวิชาการ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ประชาชนและเยาวชน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกเสียงเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐบาลต้องเดินหน้า กอช. ได้แล้ว
ชนะชัย ประยูรสิน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ประเด็นสำคัญที่จะดำเนินการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีหลายข้อ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จาก กอช.มากขึ้น เช่น
1.เปลี่ยนจากเดิมที่กำหนดให้รับเป็นเงินบำนาญอย่างเดียว เป็นเลือกจะเอาบำเหน็จหรือบำนาญก็ได้ เพราะถึงช่วงเกษียณ สมาชิก กอช.บางคนอาจมีความจำเป็นต้องใช้เงิน หรือมีแนวทางบริหารจัดการเงินด้วยตัวเอง
2.แก้ไขเรื่องอายุสมาชิก จากเดิมกำหนดไว้ที่ 16-60 ปี เป็นให้ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี สมัครเข้ากองทุนได้
3.เปลี่ยนในเรื่องการจ่ายสมทบของรัฐบาล จากเดิมที่เป็นขั้นบันได คือ อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายสมทบ 50% ของเงินออม อายุ 31-50 ปี จ่ายสมทบ 80% และอายุ 51-60 ปี รัฐร่วมจ่ายสมทบ 100% มาเป็นการให้รัฐจ่ายสมทบ 100% ทุกช่วงอายุ
4.แก้ไขเพดานการออม จากเดิมออมได้ไม่เกิน 13,200 บาท/ปี เป็นไม่มีเพดานการออม
5.กรณีที่สมาชิกตกอยู่ในภาวะทุพพลภาพ เดิมให้รับคืนเฉพาะเงินสะสมกับเงินผลประโยชน์ที่งอกเงยขึ้นมา แต่เงินสมทบที่รัฐจ่ายให้จะไม่ได้คืน มาเป็นสมาชิกได้คืนทั้งหมด
6.ปรับนโยบายการบริหารจัดการกองทุน เดิมกำหนดลงทุนในหลักทรัพย์ความเสี่ยงสูงได้ไม่เกิน 40% แต่จะเปลี่ยนเป็นให้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำทั้งหมด
7.ยกเลิกการค้ำประกันผลตอบแทนการลงทุน เนื่องจากเปลี่ยนมาลงทุนในหลักทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง แล้วก็ไม่จำเป็นต้องค้ำประกันผลตอบแทนอีกต่อไป
8.เปลี่ยนที่มาผู้บริหารกองทุน จากเดิมที่กำหนดให้เลขาธิการ กอช. มาจากการสรรหา เป็น ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นเลขาฯ กอช.โดยตำแหน่ง
“ขณะนี้กำลังเสนอแก้กฎหมายอยู่” ชนะชัย กล่าว
ขณะที่ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลนี้เอาแต่ใจตัวเอง กว่าที่กฎหมายฉบับนี้จะผ่านออกมาก็ต้องผ่านกระบวนการยกร่าง ซึ่งมาจากการพูดคุยในภาคประชาชนหลายเวที กระบวนการรับฟังข้อคิดเห็นระหว่างการยกร่างก็รับฟังอย่างสมเหตุสมผล
“เมื่อมันสมเหตุสมผลแล้วยังไม่เอาก็โง่เต็มที” นพ.บรรลุ กล่าว
นอกจากนี้ ยังฝากถึงข้าราชการว่าต้องไม่ปล่อยให้รัฐมนตรีทำตามใจชอบ เพราะปัจจุบัน “ข้าราชการดีๆ” ไม่ค่อยมี มีแต่ “ข้านักการเมืองดีๆ” บ้านเมืองเลยแย่
ขณะที่ สุนี ไชยรส กรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า เมื่อรัฐคลอดกฎหมายออกมาฉบับหนึ่งแล้วไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ก็เหมือนผู้หญิงที่คลอดลูกออกมาแล้วไม่เลี้ยง แต่เอาไปทิ้งถังขยะ ขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับที่กฎหมายแม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ไม่มีกฎหมายลูกมารองรับและรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
“รัฐบาลจะโยนให้เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายและมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากประชาชนต้องกดดันรัฐบาลแล้ว สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องทำหน้าที่กดดันตรวจสอบรัฐบาลด้วย ในฐานะที่เป็นผู้ผ่านกฎหมายออกมา” สุนี กล่าว
นอกจากนี้แล้ว ยังมีช่องทางกดดันอื่นๆ เช่น การฟ้องศาลปกครองว่ารัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะกฎหมาย กอช. ไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ในกรณีที่รัฐไม่ดำเนินการ
“กฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุด เพราะเงินออมที่กำหนดไว้ในกฎหมายก็ยังไม่พอต่อการเลี้ยงชีพในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อนตอนที่กฎหมายจะผ่านสภาฝ่ายค้านในขณะนั้น ซึ่งก็คือรัฐบาลในขณะนี้ก็ชูมือสนับสนุน แต่พอได้เป็นรัฐบาลแล้วทำไมไม่ดำเนินการต่อ อยากให้ไปโดนตรวจสอบตั้งกระทู้ถามในสภา หรือต้องให้มีม็อบออกมากดดันหรือ” สุนี กล่าว
ด้าน มุกดา อินต๊ะสาร ประธานภาคประชาชนกองทุนสวัสดิการชุมชน จ.พะเยา กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความฝันของประชาชนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือผู้ประกันตนกว่า 35 ล้านคน ที่จะมีหลักประกันในบั้นปลายชีวิต
ดังนั้น รัฐบาลควรจะเดินหน้าดำเนินการให้เกิด กอช.ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเสียโอกาสในการออมเงินไปเรื่อยๆ
“การออมเงินผ่าน กอช. ทำให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจที่ไม่ต้องให้รัฐช่วยเหลือแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เราร่วมจ่ายสมทบด้วย ถ้าบอกว่าจะแก้กฎหมายเพื่อให้พี่น้องสามารถเก็บออมได้มากขึ้น ก็บังคับใช้กฎหมายไปก่อนแล้วไปแก้ไขทีหลังก็ได้” มุกดา กล่าว
เช่นเดียวกับ สุจิน รุ่งสว่าง ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า กฎหมาย กอช.ไม่เดินหน้าก็ทำให้คนเสียโอกาสนับจากปี 2555 ไปเรื่อยๆ ยิ่งนานไป ประชาชนก็จะออมได้น้อยลงๆ
“เคยยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็รับปากว่าจะจัดการให้ แต่ก็เงียบ” สุจิน กล่าว
ขณะที่ อรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ยอมไม่ได้ที่รัฐมีกฎหมายแล้วไม่ยอมบังคับใช้ จะอ้างว่ารอแก้กฎหมายให้ดีขึ้นกว่าเดิมไม่ได้ เพราะกระบวนการแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลานาน ต้องหากรัฐไม่เดินหน้า กอช.ก็ต้องช่วยกันกดดัน รณรงค์อย่าเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคเพื่อไทย
อีกด้านหนึ่ง ความเห็นจากฝั่งนักวิชาการอย่าง วรเวศม์ สุวรรณระดา คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว การใช้นโยบายแจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นๆ ตามจำนวนคนชรา เป็นภาระแก่คนรุ่นใหม่ในอนาคตที่จะต้องแบกรับผ่านการจ่ายภาษี ส่วนคนชราก็ได้เบี้ยยังชีพที่ไม่พอต่อการดำรงชีพ
“ทุกวันนี้คนไทยมีลูกน้อย บางคนก็ไม่มี จะหวังพึ่งลูกหลานให้เลี้ยงดูยามชราอย่างเดียวก็ไม่ได้ เงินบำนาญจาก กอช.จะช่วยเข้ามาทำหน้าที่ในจุดนี้แทน” วรเวศม์ กล่าว
วรเวศม์วิจารณ์แนวทางแก้ไขกฎหมายของกระทรวงการคลังว่าไม่จำเป็นต้องรอให้เขียนกฎหมายใหม่เสร็จแล้วถึงดำเนินการก็ได้ เพราะกว่ากฎหมายจะเสร็จก็ไม่รู้ต้องใช้ขั้นตอนและเวลานานเท่าใด
“มันไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาชะลอการบังคับใช้กฎหมาย เพราะนานไปเงินออมที่ควรเข้ากองทุนก็หายไปเรื่อยๆ” วรเวศม์ กล่าว
นักวิชาการผู้นี้ยังแสดงความเป็นห่วงในประเด็นที่จะแก้ไขกฎหมายอีกหลายประเด็น เริ่มจากการเปลี่ยนมาให้เลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญก็ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะในอดีตที่ผ่านๆ มา ประสบการณ์จากบางกองทุนก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนที่เลือกรับบำเหน็จจะใช้เงินหมดไปอย่างรวดเร็ว
แนวคิดในการร่างกฎหมายจึงต้องการล็อกจ่ายเงินเป็นบำนาญ เพราะให้ได้เงินไปตลอดจนกว่าจะเสียชีวิต
“ถ้าบอกว่าเอาบำเหน็จไปบริหารจัดการได้ ถามว่าคุณทราบหรือว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ถ้าต้องอยู่ไปอีกนานหรือตกอยู่ในภาวะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่จ้างคนมาดูแลก็สูง เมื่อถึงตอนนั้นเงินบำเหน็จอาจจะไม่พอ” วรเวศม์ กล่าว
นอกจากนี้ วรเวศม์ยังเป็นห่วงเรื่องที่มาของเลขาธิการ กอช. ซึ่งเดิมที่กำหนดให้มาจากการสรรหานั้น ก็เพราะต้องการให้มีมืออาชีพมาบริหารจัดการจริงๆ ไม่เปิดช่องให้การเมืองเข้ามาล้วงลูกได้
“ผมให้น้ำหนักเรื่องธรรมาภิบาล กฎหมายนี้กว่าจะออกมามันผ่านกระบวนการประชาธิปไตยมามากมาย ไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่งยื่นเสนอให้สภา แต่อยู่ๆ จะให้คนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนแรกมาแก้ไข และถ้าเรารอกฎหมายที่สมบูรณ์ที่สุดก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี เหมือนที่น้องๆ ตัวแทนเยาวชนพูดว่า ‘กองทุนการออมแห่งชาติหน้า’ นั่นเอง” นักวิชาการผู้นี้ กล่าว







