
อ่อนไปไม่ดี
เทรนด์ที่กำลังเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเศรษฐกิจโลกในปีนี้ก็คือสงครามค่าเงินที่กำลังก่อตัวขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมุ่งนโยบายที่จะลดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง
เทรนด์ที่กำลังเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเศรษฐกิจโลกในปีนี้ก็คือสงครามค่าเงินที่กำลังก่อตัวขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมุ่งนโยบายที่จะลดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง
ถามว่าใครเป็นผู้ก่อสงครามนี้ ถ้าพิจารณากันตรงๆ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นผลพวงมาจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มมาเป็นระลอกๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 เป็นต้นมา
การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะจากเฟดนั้น เป้าหมายหลักคือการกดดอกเบี้ยในสหรัฐให้ต่ำลง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่แล้วที่ 00.25% แต่ทว่าผลค้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นก็คือค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลงตามไปด้วย และสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐอย่างหนัก
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเมื่อปี 2010 ที่ค่าเงินทั่วเอเชียแข็งค่าขึ้นอย่างหนักหน่วงหลังจากธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้นโยบายคิวอี 2 ในครั้งนี้ จีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากที่สุด และกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นฝ่ายเริ่มศึกครั้งนี้
กระนั้นก็ตาม หากพิจารณากันจริงๆ จะเห็นว่าจีนเองได้ใช้นโยบายแทรกแซงค่าเงินมาก่อนหน้า เพื่อกดให้ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าและการส่งออกของจีนในตลาดโลก และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนได้ดุลการค้าสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ผลข้างเคียงจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวนั้น ในทางหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นการ “เอาคืน” จีนได้อย่างเจ็บแสบครับ
แต่อย่าลืมว่า สงครามค่าเงินระหว่างจีนและสหรัฐนั้น ได้ส่งผลข้างเคียงไปยังประเทศคู่ค่าอื่นๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ค่าเงินเยนแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้นำญี่ปุ่นต้องตัดสินใจกระโจนเข้าร่วมสงครามค่าเงินในครั้งนี้ ด้วยการแทรกแซงค่าเงินทางอ้อมกดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
แน่นอนว่า สำหรับสหรัฐการที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลงนั้นถือเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น การผลิตในสหรัฐและสินค้าเมดอินสหรัฐมีราคาถูกขึ้น สามารถแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศในตลาดสหรัฐได้มากขึ้น
กระนั้น ในด้านหนึ่งก็กำลังทำให้เงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินกลางที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นสกุลเงินสำคัญในทุนสำรองระหว่างประเทศของเกือบจะทุกประเทศทั่วโลกนั้น กำลังสูญเสียความน่าเชื่อลง
ดังที่จะเห็นได้ว่า จีนซึ่งถือพันธบัตรสกุลเหรียญสหรัฐของรัฐบาลสหรัฐไว้มากที่สุดในโลกนั้น เริ่มที่จะลดการถือลง เพราะเงินเหรียญสหรัฐกำลังถูกลดความสำคัญลง ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐที่มีปัญหาหนี้พอกหางหมู นั้นถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนักทีเดียว
เงินสหรัฐอ่อนก็ดีสำหรับเศรษฐกิจในบ้านเท่านั้น แต่ในฐานะสกุลเงินของโลกนั้น สหรัฐกำลังถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ ครับ







