
เอกชนร้องรัฐดูแลค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ส่งออกเริ่มวิตกกังวลจะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จึงแห่ขายเงินเหรียญสหรัฐทิ้ง ผสมโรงให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก
ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ส่งออกเริ่มวิตกกังวลจะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จึงแห่ขายเงินเหรียญสหรัฐทิ้ง ผสมโรงให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก
สมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ให้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทโดยด่วน แม้จะไม่สามารถเปิดเผยวิธีการได้ แต่ก็เชื่อว่าต้องมีเครื่องมือที่จะเข้าไปดูแล
“ทาง ส.อ.ท.เห็นว่า ไม่ควรปล่อยค่าเงินไปตามยถากรรมแบบนี้ เพราะค่าเงินควรจะแข็งค่าตามภูมิภาคในระดับใกล้เคียงกันไม่ใช่แข็งมากกว่าคนอื่น มันผิดหลักการ เพราะระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างแน่นอน” สมมาต กล่าว
สำหรับการปรับตัวของผู้ส่งออก ถ้าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ก็มีการซื้อประกันความเสี่ยงไว้ แต่ถ้าซื้อประกันไว้ที่ระดับค่าเงิน 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็กระทบเหมือนกันเพราะตอนนี้ค่าเงินไปอยู่ที่ 29 บาท/เหรียญสหรัฐแล้ว แต่ที่จะกระทบมากขึ้น พวกเอสเอ็มอีที่ต้องขาดทุน
ทางด้านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากนี้ คงไม่สามารถฉวยโอกาสชำระคืนหนี้ต่างประเทศได้ เพราะเป็นการกู้เงินระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเร่งคืนหนี้ อีกทั้งหากชำระคืนหนี้ก่อนกำหนด ก็อาจจะต้องเสียค่าปรับ ซึ่งไม่คุ้มหากเทียบกับการได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ หนี้ต่างประเทศของไทยมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับเงินกู้ทั้งหมด หนี้ต่างประเทศล่าสุดมีทั้งหมดประมาณ 3.35 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.94% ของหนี้ทั้งหมด 4.94 ล้านล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นหนี้ต่างประเทศที่รัฐบาลกู้ 5.1 หมื่นล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 2.78 แสนล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเงินของรัฐ 5,114 ล้านบาท
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จะเห็นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น บ่งบอกว่านักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า สาเหตุที่นักลงทุนเข้าลงทุนระยะสั้นมากขึ้นในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพราะนอกจากไม่ต้องตีราคาตามมูลค่าตลาด(มาร์กทูเก็ต) ยังได้รับผลตอบแทนดอกเบี้ยตามระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 2.75% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยในสหรัฐที่ต่ำเพียง 0.25% และอีกอย่างยังได้ผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนในอัตราที่สูงด้วย







