
ดีเอสไอติดเครื่องเกมทำลายสามธิ ปชป.
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เส้นทางการขับเคี่ยวระหว่าง “ประชาธิปัตย์” และ “เพื่อไทย” เพื่อเป้าหมายสู่เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. กำลังเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ชนิดไม่ต้องรอวันลงรับสมัครเลือกตั้ง 21-25 ม.ค.นี้
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันประชันนโยบายในแต่ละด้านที่งัดมาซื้อใจคนกรุงเทพฯ หรือเทคนิคเตะตัดขา เล่นงานจุดอ่อน ขยายแผลฝ่ายตรงข้าม ซึ่งต่างฝ่ายต่างงัดขึ้นมาถล่มกันตั้งแต่ต้นเกม
หลังลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อตัดตอนปัญหาหยุมหยิมที่จะตามมาระหว่างการหาเสียง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าที่ผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ ตะลุยหาเสียง ไล่เก็บแต้มจากผลงานเดิมๆ ที่เคยทำมาในช่วง 4 ปี พร้อมต่อยอดหาเสียงไปถึงนโยบายใหม่
ประเดิมหาเสียงจุดแรกด้วย “เยาวราช” ฐานที่มั่นประชาธิปัตย์ พร้อมนโยบายผลักดันเป็น ไชนาทาวน์แห่งอาเซียน ต่อด้วยการหาเสียงเรื่องรถไฟฟ้าบีทีเอสในช่วงส่วนต่อขยาย อ่อนนุชแบริ่ง และตากสินบางหว้า ที่จะลดค่าโดยสารเหลือ 10 บาท และลดลงจนไม่เก็บค่าโดยสารในส่วนต่อขยายทุกเส้นทางใน 4 ปี
ก่อนจะหอบทัพใหญ่ขนาดย่อมตะลุย “สีลม” ทักทายพนักงานออฟฟิศ ฐานเสียงสำคัญประชาธิปัตย์ พร้อมขายนโยบาย “เพิ่มรายได้” ให้คนกรุง ทั้งแนวคิดตั้งศูนย์ฝึกทักษะสมัยใหม่และอาชีพทันสมัย สอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ทักษะการบริการ การบริหารจัดการ คอมพิวเตอร์ ฟรี รวมทั้งเปิดพื้นที่ “ตลาดไอเดียแห่งการสร้างสรรค์” เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ลิขสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เกิดรายได้เสริม เบื้องต้นจะใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระอาทิตย์ ย่านกุฎีจีน และเพิ่มความสะดวกสบายในการรับบริการธุรกรรมจากสำนักงานเขต
ทางฝั่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ว่าที่ผู้สมัครจาก “เพื่อไทย” แม้จะออกตัวช้ากว่าคู่แข่ง แต่ก็เริ่มต้นลุยตั้งแต่วันแรกหลังเปิดตัว โดยมีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมหาเสียงที่ตลาดสายเนตร ย่านรามอินทรา
เดินหน้ายุทธศาสตร์ ประกาศ “จุดขาย” ทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ มุ่งสู่การคืนความสุขให้กับคนกรุงเทพฯ พร้อมแสดงออกชัดเจนว่า “การหาเสียงจะสร้างสรรค์ ไม่มีการป้ายสีหรือต่อล้อต่อเถียง นำเสนอนโยบายพรรคเพื่อไทยให้ดีที่สุด”
ทว่าอีกด้านหนึ่งเกมดิสเครดิตฝั่งตรงข้ามกำลังคุกรุ่นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผ่านมือไม้สำคัญอย่าง “ดีเอสไอ” ที่ถูกโจมตีอย่างหนักว่าแปรสภาพกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
คล้อยหลังจากที่ “ประชาธิปัตย์” แถลงเปิดตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงรักษาแชมป์ต่ออีกสมัย “ดีเอสไอ” เริ่มติดเครื่องเปิดเกมรุกตั้งข้อกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พร้อมผู้บริหาร กทม. และพวก 9 คน
ในข้อหาร่วมกันประกอบกิจการรถรางโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจาก รมว.มหาดไทย ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 กรณีต่อสัญญาขยายระยะเวลาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสออกไปอีก 13 ปี จากระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่ 17 ปี รวม 30 ปี
แผลนี้ถูกนำไปขยายผลถึงมิติการทุจริต ทั้งที่ในข้อเท็จจริงการตั้งข้อหาของ “ดีเอสไอ” ยังเป็นเพียงแค่การทำขัดกฎหมายที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.มหาดไทย
จนทำให้ประชาธิปัตย์ต้องรีบออกมาเบรกเกม ก่อนทุกอย่างจะบานปลายกว่านี้ งัดข้อกฎหมายออกมาขู่ ถึงคนที่จะโจมตีโครงการนี้ในแง่มุมคอร์รัปชันว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อสกัดไม่ให้ประเด็นนี้ถูกปลุกกระแสไปกว่าที่เป็นอยู่
ล่าสุด “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีดีเอสไอ ประกาศขยายผลสอบสวนต่อเนื่องไปถึงการทำสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อปี 2552 เมื่อครั้งสมัย อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม.
แม้จะต่างกรรมต่างวาระกันกับที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดนเวลานี้ แต่แน่นอนว่าผลที่ออกมาดูจะตั้งใจสั่นคลอนเครดิตประชาธิปัตย์
ประเด็นเรื่องบีทีเอสนี้ ว่ากันว่านี่ยังเป็นแค่ “หนังตัวอย่าง” ซึ่งน่าจะมีอีกหลายคดีตามมาถล่ม ในช่วงนับจากนี้จนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 3 มี.ค. เพราะที่ผ่านมา “เพื่อไทย” ยื่นเรื่องไว้เป็น “หัวเชื้อ” ให้ขยายผลแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นโครงการอุโมงค์ยักษ์ 7 แห่งของ กทม. งบลอกท่อระบายน้ำของ กทม. โครงการก่อสร้างสนามกีฬาบางกอก ฟุตซอล อารีนา หนองจอก
ไม่ใช่แค่สนามท้องถิ่นเท่านั้นที่ “ดีเอสไอ” ถูกกล่าวหารับธงจากฝ่ายการเมืองเข้ามาขย่มประชาธิปัตย์ เพราะก่อนหน้านี้แกนนำสำคัญ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ กำลังถูกรุมเร้าด้วยคดี “ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” ซึ่งดีเอสไอกำลังไล่บี้เอาผิดจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553
รวมทั้งคดีเงินบริจาคน้ำท่วมจากบริษัท อีสท์ วอเตอร์ เมื่อปลายปี 2554 ที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง คู่ขนานไปกับคดีเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์” และ 44 สส. หักจากเงินเดือนตัวเอง
นั่นทำให้อภิสิทธิ์และสุเทพโต้กลับด้วยการยื่นฟ้องศาลอาญาในสัปดาห์หน้า เอาผิด “ธาริต” และพนักงานสอบสวนดีเอสไอ รวม 4 คน
ด้วยข้อหากลั่นแกล้งยัดเยียดข้อหาตามความผิด ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลที่ไม่ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 และ 157 และอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเตรียมเอาผิดระลอกต่อไปอีก 23 คดี
ผลจากการเดินหน้าตรวจสอบของดีเอสไอ ย่อมทำให้ประชาธิปัตย์ต้องพะว้าพะวัง ไม่มีสมาธิในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และการลุยกรำศึกผู้ว่าฯ กทม. เพราะส่วนหนึ่งจะต้องคิดหาทนายตั้งประเด็นในการแก้ต่างสู้คดี เพียงแค่นี้ประชาธิปัตย์แทบกระอัก
เส้นทางจากนี้ไปถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จึงน่าจะดุเดือดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง







