
ปัจจัยที่ประเทศไทยต้องระวังใน 1-2 ปี (1)
สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดเวที TFF Economic Roundtable โดยผู้ร่วมสนทนาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2556 ว่า จะยังคงเป็นปีที่เราต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังเป็นอีกปีหนึ่งที่เศรษฐกิจโลกยังคงซบเซา ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ความหวังที่การใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องแลกมาด้วยหนี้สาธารณะก้อนโต
สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดเวที TFF Economic Roundtable โดยผู้ร่วมสนทนาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2556 ว่า จะยังคงเป็นปีที่เราต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังเป็นอีกปีหนึ่งที่เศรษฐกิจโลกยังคงซบเซา ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ความหวังที่การใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องแลกมาด้วยหนี้สาธารณะก้อนโต
ในขณะเดียวกัน ผู้ร่วมสนทนาก็ได้หยิกยกปัจจัยหลายประการที่ควรต้องจับตามองในอีก 12 ปีข้างหน้า อาทิ
ความผันผวนจากการไหลเข้าออกของเงินทุน ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น รวมถึงจากปัจจัยภายในที่มาจากปริมาณเงินไหลออกจากการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของนักลงทุนไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท
นโยบายประชานิยม ที่ใช้งบจำนวนมากเบียดบังทรัพยากรเพื่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว แต่กลับกระตุ้นการบริโภคได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
หนี้สาธารณะ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยม ซึ่งก่อให้เกิดภาระรายจ่ายจำนวนมากแก่ประเทศ ทั้งในงบประมาณและนอกงบประมาณ
คอร์รัปชัน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน แม้ว่าหลายภาคส่วนจะตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่มีการจัดการหรือดำเนินการใดๆ อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ผู้ร่วมสนทนาหลายคนมีความเห็นว่า ไทยยังคงมีโอกาสที่ดีทางเศรษฐกิจรออยู่ข้างหน้า เนื่องจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจีนญี่ปุ่น ซึ่งไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการดึงการลงทุนจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งการท่องเที่ยวของไทยยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนและรัสเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่เติบโตเร็วและมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง
แต่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ต้องมีการปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งยังขาดธรรมาภิบาล ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ และลดการใช้ทรัพยากรที่ไร้ประโยชน์ นอกจากนี้ คอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งหนทางแก้ไขนอกเหนือจากการปรับปรุงกฎหมายปราบปรามคอร์รัปชันให้สามารถบังคับใช้ได้จริงแล้ว ยังควรปลูกฝังจิตสำนึกคนไทย ให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่อดทนต่อคอร์รัปชันอีกด้วย
สุดท้ายที่ผู้ร่วมสนทนาฝากเอาไว้ก็คือ ประเทศไทยต้องการยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย ความขัดแย้งทางการเมืองทำให้นโยบายรัฐบาลมีแต่นโยบายระยะสั้น และเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่งผลให้ประเทศขาดทิศทางการพัฒนา
ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลังและพาณิชย์
“ผมว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีอะไรที่ควรจะทำและยังไม่ได้ทำมหาศาล ทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโต การที่ทุกคนพยายามจะมองว่าตอนนี้เศรษฐกิจดีขึ้น ก็ดีขึ้นจริงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่น้ำท่วมที่ผ่านมา จากติดลบ พอมาถึงไตรมาส 4 เห็นตัวเลขบวกหลายสิบเปอร์เซ็นต์เลย แต่ปี 2556 เป็นปีที่จะทดสอบว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจประเทศไทย การส่งออกของไทยจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ คือ จะโตเกิน 10% ไปเป็น 15% ได้หรือเปล่า มองว่ายากมากที่จะไปถึง 15% คำถามก็คือทำไมไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐก็เริ่มฟื้นตัว เศรษฐกิจยุโรปก็ค่อยเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ถ้าดูให้ดีจะพบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในกลุ่ม BRIC ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เจาะตลาดนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้การเติบโตของการส่งออกของไทยในตอนนี้หยุด และถูกชะลอโดยยุโรปกับอเมริกา และก็ถูกชะลอโดยจีน เพราะจีนเองก็ต้องส่งออกไปที่สหรัฐและยุโรปเช่นกัน ในขณะที่เราส่งออกสินค้าขั้นกลาง ซึ่งตอนนี้พระเอกก็คือรถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางตัวก็ส่งออกได้น้อยลง อัญมณีก็มีสิทธิที่จะลดลง สิ่งทอก็เหนื่อย และจะเริ่มเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าถามผม ผมว่าส่งออกจะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจไทยให้โตได้ไม่เกิน 4.5% ซึ่งจะโตได้จากการอัดฉีดของรัฐบาลให้ทันกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่ถ้าอัดฉีดเรื่องประชานิยมเข้าไปอีก ประเทศไทยก็จะเหนื่อยมาก เพราะหากภาระหนี้ขึ้นสูงมากเกินไปเมื่อไรจะลงยาก และมีสิทธิที่จะพุ่งเร็วมาก ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการลงทุนระยะยาว การกู้ยืมของรัฐเองก็เริ่มจะติดขัด ตรงนั้นน่ากลัวมากๆ
ปี 2555 เป็นปีที่อำนาจการบริโภคของไทยสูงมากจากการอัดฉีดของภาครัฐ แต่ปีนี้มันจะไม่สูงมาก ตัว C (บริโภค) จะไม่สูงเหมือนที่เห็นในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ตัว I (ลงทุน) ซึ่งภาคเอกชนพร้อมจะโต แต่จะไปติดเรื่องของความสามารถในการแข่งขันในหลายเรื่อง ส่วนการลงทุนต่างประเทศยังเติบโตได้ในแง่ของรถยนต์ ซึ่งพอหมดเรื่องของอีโคคาร์แล้ว ก็ไม่รู้จะโตทางไหนอีก ก็จะเริ่มติด และถ้าอยากจะเปิดตลาดใหม่ต้องมีนวัตกรรม แต่ตอนนี้เราไม่มีกลยุทธ์ที่จะผลักต่อ มันหายไปนะ เพราะไม่มีใครคิด น่าเสียดายที่ว่ารัฐบาลสนใจทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเศรษฐกิจ”
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
“ผมคิดว่าเรายังไม่ควรชะล่าใจกับเศรษฐกิจ และยังคงจะต้องระมัดระวัง เหตุผลเพราะเศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ในปี 2556 ยังไม่สู้ดีนัก สำหรับสหรัฐน่าจะโตต่ำกว่าปีนี้ ส่วนฝั่งยุโรปก็คงเข้าสู่ภาวะถดถอย เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็น่าจะโตน้อยมาก และชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากปีก่อน เนื่องจากแรงกระตุ้นจากการก่อสร้างหลังสึนามิจะหมดไป ทั้งนี้เมื่อรวมเศรษฐกิจสหรัฐ (คิดเป็นกว่า 22% ของเศรษฐกิจโลก ณ ราคาตลาด) ยุโรป (17%) และญี่ปุ่น (8%) สามประเทศรวมกันก็เกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ที่เห็นดีก็จะมีแต่จีน (12% ของเศรษฐกิจโลก) ซึ่งคนมองว่าปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้”
นักพยากรณ์ในไทยส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะโตในอัตราระหว่าง 45% ผมเองคิดว่าตัวเลขน่าจะอยู่ใกล้ 4% มากกว่า 5% ด้วยเหตุผลที่ว่าสัจธรรมของตัวเลขเศรษฐกิจของไทยจะเป็นไปตามตัวเลขส่งออก ซึ่งอิงกับภาพเศรษฐกิจโลก
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกอาจไม่ค่อยดีนัก มีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับไทยเอง จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดูแย่นักเมื่อเทียบกับโลก เพราะตัวแปรที่สื่อถึงความเปราะบางด้านเศรษฐกิจมหภาคของไทยโดยรวมก็ยังต่ำ (เช่น หนี้ต่างประเทศต่ำ งบดุลภาคธนาคารและเอกชนเข้มแข็ง) ทำให้สามารถอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหงายหลังเหมือนประเทศอื่นที่เป็นข่าวก็มีต่ำมากๆ เช่นกัน"
ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์
อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“จุดที่ควรจับตามองใน 12 ปี และปีต่อไป ที่ผมจะห่วงที่สุดและก็จะห่วงอยู่เสมอก็คือ เรื่องความไม่ต่อเนื่องของการวางนโยบาย และแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ถ้าถามว่าเมื่อมีโอกาสเกิดขึ้น เช่น เราพูดถึงเออีซีในอีก 23 ปีที่จะมาถึง ความพร้อมของเราเป็นอย่างไร เรื่องที่อยากจะเห็นคืออะไร ตอนนี้สิ่งที่ผมคิดว่าทุกคนกลัวที่สุดก็คือ การหยุดชะงัก และต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่
เรื่องแรกคงจะโยงไปกับเรื่องปัญหาการเมืองและความขัดแย้ง ความไม่แน่นอนเหล่านี้ ผมคิดว่าในที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่ความไม่ต่อเนื่องของสิ่งที่เราได้เตรียมคิดเตรียมทำกันมา ส่วนเรื่องที่สอง คงเป็นเรื่องของวิธีการบริหารจัดการ ซึ่งจะโยงไปกับเรื่องระบบการจัดการและวิธีคิดด้วย
อีกเรื่องที่ต้องจับตามองก็คือ เรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ต้องยอมรับว่าความผันผวนทางด้านการเงิน หรือที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจะยังคงมีอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ‘ภาระหนี้ของชาติ’ ที่ต้องให้ความสำคัญกันแบบจริงจัง ตอนนี้หากเราจะทำงบประมาณสมดุล ก็ต้องทำจริง ไม่ใช่ว่าเลี่ยงไปใช้วิธีที่ว่าเรื่องอะไรที่สำคัญก็เอาไปอยู่นอกแผนงบประมาณ แล้วก็ไปทำเรื่องกู้ใหม่กันกลางปี ถ้าไม่ใช้กลไกรัฐ ก็หันไปใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐ ในที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาที่ยังมองไม่เห็นในทันที”
สมพล เกียรติไพบูลย์
ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“ผมว่าเรื่อง ‘ธรรมาภิบาล’ เป็นเรื่องสำคัญ โยงกับเรื่องของ ‘คอร์รัปชัน’ ซึ่งเป็นตัวทำลายหลายๆ อย่างในระบบ แม้กระทั่งระบบแต่งตั้งข้าราชการ ผมขอยกตัวอย่างประเทศจีนที่ผู้นำออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามไม่ให้นักการเมือง ข้าราชการ ทำงานอย่างฉาบฉวย และการใช้จ่ายเงินในการเดินทางทั้งภายในและต่างประเทศ ต้องใช้อย่างประหยัด ต้องวัดกันด้วยประสิทธิผลที่ชัดเจนไปจนถึงรากหญ้า’ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามนี้ถือว่าผิดนโยบายของรัฐ
แต่สำหรับประเทศไทย เรามีแต่ฟอร์ม มีแต่นโยบาย แต่ไม่มีสาระ (เรียกว่า Form Without Substance) สิ่งที่น่าเป็นห่วงในระบบราชการไทยก็คือ ถ้าฟันเฟืองใหญ่ของบ้านเรา ซึ่งก็คือภาครัฐ (อันประกอบไปด้วยการเมืองกับข้าราชการ) มันพิการใช้งานไม่ได้ ก็จะทำให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนตายไปด้วย แล้วเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
อีกเรื่องคือ เรื่อง ‘นโยบายประชานิยม’ ที่น่ากลัวมาก เพราะมันทำลายประสิทธิภาพของคน”
nยงยุทธ ยุทธวงศ์
อดีตรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
“ผมคิดว่าวาระแห่งชาติที่สำคัญ ซึ่งเราควรจะทำก็คือเรื่อง ‘ขจัดคอร์รัปชัน’ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ เป็นเรื่องที่เราต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย เรื่องพัฒนานวัตกรรมก็เลิกคิดไปได้เลย
นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องลดบทบาทลง เห็นได้ชัดว่าประเทศไหนที่มีรัฐวิสาหกิจใหญ่โตเกินไป มันก็จะเกิดเรื่อง และนำไปสู่การคอร์รัปชัน ซึ่งการปลดล็อกก็ไม่ง่ายนัก” m







