
ไม่พร้อมก็ต้องเลิก
ผ่านมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการจะทำให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจประเทศอย่างมหาศาล
ผ่านมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการจะทำให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจประเทศอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านมา 1 ปี ปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้ว 4,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1% ของเงินกู้ทั้งหมดเท่านั้น
ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับข้ออ้างของรัฐบาลว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน
ที่สำคัญการออก พ.ร.ก.ในรอบนั้น กำหนดให้กู้เงินภายในเดือน มิ.ย.นี้เท่านั้น แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) ที่พิจารณาคัดสรรโครงการลงทุนได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบการลงทุนในโครงการต่างๆ ได้เพียง 3 หมื่นล้านบาท หรือไม่ถึง 10% ของวงเงินกู้ทั้งหมด
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะใช้เงินกู้ และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างที่กล่าวอ้างไว้ในตอนที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลก็ควรที่จะยกเลิกการกู้เงินจำนวนดังกล่าว เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของประเทศ ไม่ใช่ดื้อแพ่งสั่งการให้กระทรวงการคลังเดินหน้ากู้เงินมากองทิ้งไว้ 3.4 แสนล้านบาท ให้ทันกำหนดเส้นตายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยที่ไม่สนใจว่าจะมีโครงการลงทุนที่เหมาะสมกับการใช้เงินกู้หรือไม่
การกู้เงินดังกล่าว ถือเป็นการตีความแบบศรีธนญชัย เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้ ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง ควรใช้เงินกู้ในโครงการที่มีความจำเป็นและมีความพร้อมจริง เพื่อไม่ต้องแบกดอกเบี้ยกู้เงินมากองไว้เฉยๆ
ซึ่งหากดำเนินการให้ตรงเจตนารมณ์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ก็ควรจะมีการกู้จริงเบิกจ่ายจริงภายในเดือน มิ.ย.นี้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลก็ควรนำโครงการที่คิดว่าจะใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ไปใช้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้เงินมากขึ้น
หากไม่ดำเนินการเช่นนั้น ก็ควรจะใช้ช่องทางของงบประมาณปกติ ก็ยังมีงบลงทุนที่รัฐบาลจัดสรรได้ตามความพร้อมของโครงการ ทำให้ลดปริมาณการกู้เงินของรัฐบาลลง และมีกลไกการตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินโครงการเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย มากกว่าการออก พ.ร.ก.ที่เหมือนเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลโดยที่ไม่รู้จะไปลงทุนโครงการใด
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะใช้เงินจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท อย่างเร่งด่วนอีกต่อไป รัฐบาลก็ควรเลิกกู้เงินจำนวนดังกล่าว เพื่อมิให้เป็นภาระของผู้เสียภาษีโดยไม่จำเป็น







