posttoday
ไป"ระลึกชาติ"ที่ศรีลังกา (7)

ไป"ระลึกชาติ"ที่ศรีลังกา (7)

15 มกราคม 2556

วิหารพระเขี้ยวแก้วในปัจจุบัน เดิมเป็นพระราชวังของพระมหากษัตริย์ในสมัยที่แคนดีเป็นนครหลวง บริเวณพลับพลาทางมุมขวาของพระราชวัง เป็นที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกทรงพบปะราษฎร ตรงหน้าพลับพลาห่างออกไปราวร้อยเมตร มีอนุสาวรีย์ของพระภิกษุรูปหนึ่งขนาดเท่าคนจริงอยู่บนแท่นสูง หันหน้าเข้าหาพลับพลาพระมหาราชวัง

วิหารพระเขี้ยวแก้วในปัจจุบัน เดิมเป็นพระราชวังของพระมหากษัตริย์ในสมัยที่แคนดีเป็นนครหลวง บริเวณพลับพลาทางมุมขวาของพระราชวัง เป็นที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกทรงพบปะราษฎร ตรงหน้าพลับพลาห่างออกไปราวร้อยเมตร มีอนุสาวรีย์ของพระภิกษุรูปหนึ่งขนาดเท่าคนจริงอยู่บนแท่นสูง หันหน้าเข้าหาพลับพลาพระมหาราชวัง

อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปพระภิกษุท่า “แอ็กชัน” มือหนึ่งชี้มาทางพระราชวัง ขณะที่เท้าข้างหนึ่งยกขึ้นเหยียบย่ำบนธงชาติอังกฤษ เป็นอนุสาวรีย์ของพระสุมังคลเถระ “วีรบุรุษ” ของชาติคนหนึ่งของศรีลังกา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2358 เวลานั้นพระเจ้าศรีวิกรมราชสิงหะพ่ายแพ้แก่อังกฤษแล้ว และจะมีการทำพิธีลงนามในอนุสัญญายอมแพ้ให้แก่อังกฤษ ณ ท้องพระโรงในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่ยังไม่มีการลงนาม ทหารอังกฤษได้ลุแก่อำนาจชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ณ มณฑลพิธี ซึ่งพระสุมังคลเถระ หรือนามเต็มว่า พระวาริยโปฬวินยาจารยะ สุมังคลเถระ แห่งวัดหุทุหุมโปฬราชมหาวิหาร แห่งเมืองแคนดี ซึ่งเข้าร่วมในพิธีลงนามในอนุสัญญาครั้งนั้น ถือว่าเป็นการข้ามขั้นตอนสำคัญ นับว่าเป็นการดูหมิ่นในศักดิ์ศรีแห่งชาติและศาสนา จึงได้แหวกฝูงชนเข้าไปผลักทหารอังกฤษ กระชากธงชาติมาฉีกออก โยนลงบนพื้นแล้วเหยียบย่ำ พร้อมประกาศอย่างกล้าหาญไม่เกรงกลัวผู้ใดว่า การทำพิธีลงนามในอนุสัญญายังไม่เสร็จสิ้น ธงชาติอังกฤษไม่มีสิทธิชักขึ้นสู่ยอดเสาเหนือแผ่นดินลังกา

วีรกรรมครั้งนั้นเป็นที่เล่าขานด้วยความชื่นชมของชาวลังกาสืบมาจนปัจจุบัน

พระสุมังคลเถระ เกิด ณ หมู่บ้านวาริยโปฬะ เขตกุรุแณคะละ ออกบวชตั้งแต่เยาว์วัย จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดวาริยโปฬะไศลถราราม การก่อ “วีรกรรม” ของท่านครั้งนั้น ท่านเกือบถูกทำร้ายโดยทหารอังกฤษ แต่ เซอร์จอห์น ดี. ออยลีย์ ผู้บริหารอาณานิคมของอังกฤษได้ห้ามไว้ ท่านผู้นี้เป็นผู้ศึกษาภาษาสิงหลและพระพุทธศาสนาจนแตกฉาน และเข้าใจ “ความรู้สึก” ของพระสงฆ์ลังกาอย่างดี ความรุนแรงถึงขั้นทำร้ายพระสงฆ์จึงไม่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนั้น ต่อมาเกิดกบฏต่อต้านอังกฤษ พระสุมังคลเถระได้ประกอบ “วีรกรรม” อีกครั้ง โดยนำพระเขี้ยวแก้วไปมอบให้หัวหน้ากบฏ แต่ถูกทหารอังกฤษจับได้พร้อมพระเขี้ยวแก้ว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2361 ท่านจึงถูกส่งไปคุมขังที่คุกเมืองจัฟฟ์นาและมรณภาพในคุกแห่งนั้น เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2374

บทบาททางการเมืองของพระสงฆ์ในศรีลังกา เปรียบเทียบกับของไทยแล้วก็นับว่า “แปลก” และ “รุนแรง” กว่ามาก สาเหตุสำคัญน่าจะมาจาก “พุทธจักร” ในศรีลังกา ถูกกระทบโดยตรงจากการเมืองมาอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อถูก “รุกรานเข่นฆ่า” โดยพวกทมิฬมาเป็นระยะๆ ในการทำสงคราม “กู้เอกราช” ของพระเจ้าทุฏฐคามณี (พ.ศ. 382406) มีประวัติว่าพระสงฆ์ได้เข้าร่วมในกองทัพอย่างแข็งขัน

ต่อมาพระสงฆ์ยังเข้าไปมีบทบาทในการแต่งตั้งพระมหากษัตริย์ และบางครั้งมีบทบาท “คว่ำบาตร” พระเจ้าแผ่นดินที่ไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม ทำให้พระสงฆ์มีบทบาทใกล้ชิดกับ “อาณาจักร” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลทั้งด้านบวก คือ การคานอำนาจของผู้ปกครองให้อยู่ในครรลองคลองธรรม แต่ผลด้านลบ คือ พุทธจักรกลายเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองการปกครอง จนถูกทำลายเสียหายไปหลายครั้ง

หลังเสียเอกราชให้แก่อังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2358 มีการก่อกบฏหลายครั้ง เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2361, 2377 และ 2391 ปรากฏว่า พระสงฆ์เป็นผู้ร่วมก่อการด้วยทุกครั้ง

กรณีการลอบสังหารนายบันดาราไนยเก นายกรัฐมนตรี ก็พบว่ามีพระสงฆ์เข้าร่วมเป็นผู้ก่อการสำคัญ โดยศาลฎีกาได้ตัดสินว่าพระสงฆ์สองรูปมีความผิด ได้แก่ พระพุทธรักขิตเถระ ซึ่งเคยเป็นเพื่อนของนายบันดาราไนยเก และพระโสมรามเถระ อาจารย์พิเศษที่วิทยาลัยอายุรเวทในกรุงโคลัมโบ

การที่พระสงฆ์ในศรีลังกามีบทบาทสูงทางการเมือง ส่วนหนึ่งเกิดจากคำประกาศของวิทยาลัยสงฆ์วิทยาลังการปริเวณะ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์ที่สำคัญ เมื่อปี พ.ศ. 2489 ก่อนได้เอกราชเพียง 2 ปี โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “.... ดังนั้น เราขอประกาศว่า เป็นการเหมาะสมที่พระภิกษุจะร่วมในกิจกรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะถูกตีตราว่าเป็นการเมืองหรือไม่ ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นไม่กีดขวางชีวิตทางศาสนาของพระภิกษุสงฆ์”

พื้นฐานสำคัญที่ทำให้พระสงฆ์ลังกาเข้าไปมีบทบาททางการเมือง เพราะฐานะดั้งเดิมที่เป็นลูกหลานชาวบ้าน และมามีโอกาสทางการศึกษา น่าสังเกตว่าพระสงฆ์ศรีลังกาและพม่าซึ่งเป็นนิกายเถรวาทเหมือนในประเทศไทย แต่พระสงฆ์ในสองประเทศดังกล่าวล้วนมีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสูงมาก

ในการเดินขบวนและก่อความรุนแรงต่อต้านรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. 2514 และต่อมาในปี พ.ศ. 25312532 พระสงฆ์จำนวนมากถูกจับและถูกเข่นฆ่าอย่างทารุณ

ทุกวันนี้ พระสงฆ์ศรีลังกามีบทบาททางการเมืองสูงถึงขั้นมีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อสมัยที่แล้วมีพระสงฆ์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 9 รูป และมีกรณีพระสงฆ์ที่เป็น สส.รูปหนึ่งถูก สส.ฝ่ายตรงข้ามทำร้ายขณะอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนในสภา จนบาดเจ็บถึงขั้นต้องนำส่งโรงพยาบาล

การที่พระสงฆ์มีบทบาททางการเมืองเหมือนฆราวาสทั่วไปเช่นนี้ เป็นประเด็นโต้แย้งอย่างมากในสังคมศรีลังกา เพราะมีประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่าพระสงฆ์ควรดำรงตนอยู่ในศาสนจักร ไม่ควรเข้าไป “เกลือกกลั้ว” ในอาณาจักร แนวคิดดังกล่าวน่าจะได้รับการสนับสนุนสูงขึ้น เพราะปัจจุบันมีพระสงฆ์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ลดจำนวนลงเหลือเพียง 3 รูป

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา