
ปิดฉากคดีคลีตี้ประวัติศาสตร์
ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาคดีประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. โดยแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ชาวชุมชนคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี ชนะคดีที่ต่อสู้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2547 โดยสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดทำแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟู ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผักให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในดิน น้ำ พืชผักอยู่ในค่ามาตรฐาน
ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาคดีประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. โดยแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ชาวชุมชนคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี ชนะคดีที่ต่อสู้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2547 โดยสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดทำแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟู ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผักให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในดิน น้ำ พืชผักอยู่ในค่ามาตรฐาน
นอกจากนี้ ให้รายงานผลการติดตามตรวจสอบแบบเปิดเผย ด้วยการแจ้งให้กับชาวบ้านทั้ง 22 รายทราบด้วยการติดประกาศในที่ทำการหมู่บ้าน ที่องค์การบริหารส่วนตำบลชะแล และที่ว่าการ อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมกันนี้ให้ คพ.จ่ายเงินค่าชดเชยค่าอาหารจากการที่ไม่สามารถใช้ทรัพยากรต่างๆ ในพื้นที่มาบริโภคได้ ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2547-26 มิ.ย. 2555 รวมทั้งสิ้น 94 เดือน เป็นเงินรายละ 177,199.50 บาท ภายใน 90 วัน
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ ยะเสอะ นาสวนสุวรรณ พร้อมด้วยชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 22 คน ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2547 ให้ คพ.ในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจในการควบคุมฟื้นฟูจากมลพิษ ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 แต่ละเลยและล่าช้าในการดำเนินงานจนเกิดความเสียหาย
สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ซึ่งให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน หลังพบสารตะกั่วรั่วไหลจากโรงแต่งแร่ บริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) เมื่อปี 2541 กล่าวว่า ค่าชดเชยให้ชาวบ้านที่ต้องเสียสิทธิจากการหาอาหารตามธรรมชาติคิดเฉลี่ยเงินค่าอาหารเพียงมื้อละ 8 บาท หรือ 700 บาทต่อเดือนเท่านั้น
ด้าน ยะเสอะ ในฐานะแกนนำชาวบ้านชุมชนคลิตี้ล่าง กล่าวว่า แม้จะพอใจในคำตัดสินของศาล แต่จะต้องใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าสถานการณ์สารปนเปื้อนจะเริ่มดีขึ้นจนชาวบ้านสามารถกลับมาดำรงวิถีชีวิตได้เช่นเดิม
สุรชัย ตรงงาม ผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านคลิตี้ล่างทั้ง 22 คนในการยื่นฟ้องศาล กล่าวว่า ขณะนี้กำลังระดมเงินทุน และตั้งคณะทำงานติดตามตรวจสอบการปฏิบัติของ คพ. ตามคำพิพากษา เพราะผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในลำห้วยคลิตี้และดินของกรีนพีซยังคงพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในตะกอนดินสูงกว่าภาวะปกติทั่วไปหลายร้อยเท่า
ขณะที่ วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ทาง คพ. น้อมรับคำตัดสินของศาลทุกประเด็น หลังจากนี้จะเสนอขอใช้งบกลางจากรัฐบาลเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านต่อไป







