
ดีเอสไอตั้งคดีเพิ่มใหม่หลังเพื่อไทยร้อง
ธาริตตั้งคดีเพิ่มใหม่หลังเพื่อไทยร้องตรวจสอบการจัดตั้งกองทุนรวมบีทีเอส 60,000 ล้าน สั่งเร่งสอบเหตุกองทุนฯเร่งโฆษณาระดมทุนหวังนำเงินอนาคตมาใช้
ธาริตตั้งคดีเพิ่มใหม่หลังเพื่อไทยร้องตรวจสอบการจัดตั้งกองทุนรวมบีทีเอส 60,000 ล้าน สั่งเร่งสอบเหตุกองทุนฯเร่งโฆษณาระดมทุนหวังนำเงินอนาคตมาใช้
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีที่บริษัทบีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมบัวหลวง จำกัด ร่วมกันจั ดตั้งกองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอส โกรท และขณะนี้อยู่ระหว่างขอจัดตั้งต่อสำนักงานก.ล.ต. ซึ่งกองทุนบัวหลวงได้ลงโฆษณาในสื่อต่างๆชักชวนให้มีการลงทุนในกองทุนนี้ ซึ่งอาจหมิ่นเหม่ขัดต่อกฎหมาย และเห็นว่า กองทุนนี้ตั้งขึ้นจากผลที่กทม.ต่อสัญญาให้บีทีเอส และหากสัญญาที่กทม.ต่อให้กับบีทีเอส เป็นโมฆะ กองทุนนี้ ก็น่าจะเข้าข่ายอาจจะเป็นการหลอกลวงประชาชนหรือไม่
ขณะที่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงหลังจากนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นเอกสารเพิ่มเติมกรณีการขยายอายุสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อให้ดีเอสไอตรวจสอบพฤติการณ์ฉ้อโกงประชาชนจากการต่อสัญญาและขยายเส้นทางเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส และมีการจัดตั้งกองทุน และเปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มูล ค่า 50,000-60,000 ล้านบาทว่า จากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นพบว่าบริษัทบีทีเอสนำโครงการเข้าสู่ระบบของการดำเนินการเข้าสู่ระบบของการดำเนินการจัดตั้งกองทุนโดยขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และและตลาดหลักทรัพย์ในชื่อ”กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน”หรือ Infrastructure Fund โดยบีทีเอสเอารายได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตมาทำจากการทำสัญญาต่อเนื่อง และนำมาเงินมาระดมทุนโดยการซื้อขายหุ้นเพื่อนำมาลงทุน ซึ่งมีเงื่อนไขรายละเอียดหลาบประการ ซึ่งเป็นวงเงินจำนวนสูง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประมวลเนื้อหาทั้งหมดว่าเป็นไปตามข้อร้องเรียนดังกล่าวหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบรายละเอียด ในบัญชีและเงื่อนไขการลงทุนด้วย
นายธาริต กล่าวว่า ดีเอสไอจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีใหม่ และเนื่องจากคดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันและมีรายละเอียดซับซ้อนจึงมอบให้สำนักการเงินการธนาคารเป็นผู้รับผิดชอบในการทำคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่าคดีมีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นความผิด และหากคดีนี้ตรวจสอบพบว่าผิดจริงก็จะมีความผิดใน 4 มาตรา ซึ่งผู้กระทำผ ิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีนี้ดีเอสไอจะเร่งดำเนินการ เพราะบีทีเอส ก็กำลังโฆษณาขายหุ้นกองทุนดังกล่าวอยู่ นอกจากนี้ในส่วนของรมว.มหาดไทยควรเร่งดำเนินการหลังจากดีเอสไอทำหนังสือชี้แจงไปให้ว่าอำนาจของกทม.







