
ขอเขียนเรื่องกำลังคนอีกที
ที่จริงว่าจะหยุดเรื่องกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแล้ว แต่เมื่อยกเอา THAIST (Thailand Advanced Institute of Science and Technology) ขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความพยายามของกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยสร้างกำลังคนแล้วก็เลยคิดว่าน่าจะพูดเรื่อง THAIST ต่ออีกหน่อย เพราะเขาก็ดำเนินการมาแล้วหลายเรื่อง แม้จะเป็นหน่วยงานที่เรียกได้ว่าเพิ่งเริ่มตั้งไข่ก็ตาม แต่ก็มีแผนที่วางไว้สำหรับอุตสาหกรรมถึง 6 สาขาอุตสาหกรรม คือ
ที่จริงว่าจะหยุดเรื่องกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแล้ว แต่เมื่อยกเอา THAIST (Thailand Advanced Institute of Science and Technology) ขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความพยายามของกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยสร้างกำลังคนแล้วก็เลยคิดว่าน่าจะพูดเรื่อง THAIST ต่ออีกหน่อย เพราะเขาก็ดำเนินการมาแล้วหลายเรื่อง แม้จะเป็นหน่วยงานที่เรียกได้ว่าเพิ่งเริ่มตั้งไข่ก็ตาม แต่ก็มีแผนที่วางไว้สำหรับอุตสาหกรรมถึง 6 สาขาอุตสาหกรรม คือ
1.อุตสาหกรรมยางล้อ โดย THAIST มีโครงการพัฒนาเครือข่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางในสาขานี้ ให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับคุณภาพของการผลิต รวมถึงการเพิ่มปริมาณการผลิตได้
2.โครงการพัฒนาเครือข่ายสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง ด้านการออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่การออกแบบทั่วๆ ไปที่คนไทยถนัด และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบและส่งเสริมด้านนี้อยู่แล้ว แต่เป้าหมายของโครงการนี้ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยจากการเป็นผู้รับจากผลิต มาเป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมเองและผลิตเอง ซึ่งที่จริงโครงการนี้มีการดำเนินการด้านความร่วมมือกับเครือข่ายออกแบบจากสหภาพยุโรปแล้ว (EMIRAcle–European Manufacturing and Innovation Research Association, a cluster leading excellence)
3.โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบขนส่งทางราง เพื่อผลิตวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งทางรางให้ได้ปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการกำลังคนทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากการขนส่งทางรางจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสภาวะที่ราคาพลังงานทั้งก๊าซและน้ำมันกำลังเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันไทยยังใช้ประโยชน์จากระบบการขนส่งทางรางน้อย เนื่องจากปัญหาด้านความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย และกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถในสาขานี้
4.อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดย THAIST มีโครงการพัฒนาเครือข่ายเชี่ยวชาญสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลิตบุคลากรให้มีความสามารถในการวิจัยในสาขานี้ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการวิจัยเชิงพาณิชย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมด้วย
5.พัฒนาบุคลากรและเครือข่ายเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชุดตรวจและเซ็นเซอร์ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการพัฒนาอุปกรณ์ชุดตรวจและเซ็นเซอร์ด้านการเกษตรและการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการตรวจเซ็นเซอร์สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เครื่องนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น หากมีการทดแทนการนำเข้าได้ก็จะเป็นประโยชน์
6.พลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการใช้พลังงานก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน หากสามารถพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดแทนพลังงานที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และต้องนำเข้าในราคาสูงเช่นน้ำมันได้ ก็จะช่วยลดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศลงได้ ยิ่งตอนนี้รัฐบาลมีนโยบาย ลด แลก แจก แถม จนจะถังแตกอยู่แล้ว ถ้าสามารถพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการใช้พลังงานขึ้นมาเพื่อผลิตพลังงานจากแหล่งอื่นได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากดังกล่าวข้างต้น
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า อ่านดูแล้วก็มีแต่เรื่องการพัฒนาและเรื่องเครือข่าย ทำไมทำอยู่แค่นี้ ก็เพราะแค่นี้แหละที่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ THAIST หรือที่มีชื่อภาษาไทยว่า สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่งถือกำเนิดมาเมื่อปี พ.ศ. 2553 นี้เอง ผู้เขียนถึงว่าเพิ่งตั้งไข่ แล้วก็ถือกำเนิดมาเพราะท่านเกจิอาจารย์ทั้งหลายในวงการวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ความขาดแคลนนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากนักวิจัยกระจุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัย โดยไม่มีการสร้างเครือข่ายระหว่างกัน และอีกส่วนหนึ่งก็แน่นอนว่าเกิดจากการขาดแคลนกำลังคนจริงๆ ดังที่ได้เขียนไว้ในฉบับที่แล้ว ข้อมูลปี พ.ศ 2551 ระบุว่าประเทศไทยมีนักวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 67 คน ต่อประชากร 1 หมื่นคน ขณะที่เฉลี่ยนักวิจัยด้านนี้ของโลกเขามี 24.9 คน ต่อประชากร 1 หมื่นคน และดังที่ได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ได้กำหนดให้ประเทศไทยเพิ่มนักวิจัยและพัฒนาขึ้นเป็น 15 คน ต่อประชากร 1 หมื่นคน ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่เท่าค่าเฉลี่ยของโลก แต่ก็ยังดีขึ้นกว่าเดิม
การผลักดันให้ THAIST เกิดขึ้นมา จึงเพื่อช่วยสร้างเครือข่ายและส่งเสริมพัฒนากำลังคนระดับสูงหรือขั้นสูง แต่ไม่ใช่หน่วยงานที่สร้างกำลังคนเอง เพราะจะซ้ำซ้อนและแข่งกับมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว
ส่วนที่ว่าระดับสูงหรือขั้นสูงนั้น ท่านผู้ใหญ่ที่ผลักดันจน THAIST ถือกำเนิดท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ต้องทำงานได้ด้วยตนเอง ตั้งปัญหาและแก้เองได้ ซึ่งอาจต้องเป็นถึงระดับปริญญาเอก ซึ่งรวมไปถึงการร่วมมือกับต่างประเทศได้ด้วย ส่วนอีกท่านให้ความเห็นว่าต้องเป็นพวกที่เข้าใจด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี สามารถทำวิจัยได้ด้วยตนเอง และยังมีความสามารถให้คำปรึกษาด้านการวิจัยแก่นักศึกษาปริญญาโทและเอกได้
ถ้า THAIST ทำได้ ในอนาคตเราก็คงได้เห็นนักวิจัยไทยคิดอะไรๆ ออกมาให้ได้ทึ่งกันบ้าง แทนที่จะต้องคอยนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศกันอย่างในปัจจุบันนี้ ก็คงต้องเอาใจช่วยและติดตามกันต่อไป







