
ครม.เจียด2.8พันล้านเยียวยาเอสเอ็มอีเพิ่ม
ครม.ไฟเขียวชุดใหญ่ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ยอมเข้าเนื้อสูญรายได้อีก 2,800 ล้าน
ครม.ไฟเขียวชุดใหญ่ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ยอมเข้าเนื้อสูญรายได้อีก 2,800 ล้าน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการที่ได้รับจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน โดยเห็นชอบให้ขยายเวลามาตรการภาษี ที่ให้นายจ้างนำค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นมาหักภาษีได้ 1.5 เท่า การยกเว้นภาษีขายเครื่องจักรเก่า และให้หักค่าเสื่อมได้ 100% ในปีแรกออกไปอีก 1 ปี จากที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2555 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2556
นอกจากนี้ ยังยกเว้นภาษีกำไรจากไม่เกิน 1.5 แสนบาทแรก เป็น 3 แสนบาทแรก ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท มีเอสเอ็มอีได้ประโยชน์ 2.1 แสนราย โดยนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า กรมสรรพากรจะสูญเงินภาษีจากมาตรการนี้ 2,800 ล้านบาท
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบให้ปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารในการฝึกอบรมของส่วนราชการให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยให้กรมบัญชีกลางไปกำหนดอัตราที่เหมาะสม
ด้านมาตรการสินเชื่อ ได้ให้ บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินผู้ประกอบการ วงเงิน 2.4 แสนล้านบาท และให้ ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดการอนุมัติสินเชื่อในวันที่ 23 เม.ย. 2557 เป็นสิ้นสุด การขอรับสินเชื่อในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 ทำให้เอสเอ็มอีมีสินเชื่อเพิ่ม 8 หมื่นราย สร้างสินเชื่อในระบบ 4.24 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงานรวม 3.2 แสนคน และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 2.32 ล้านล้านบาท
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3% ให้เหลือ 2% ครม.ยังไม่เห็นชอบ เนื่องจากต้องมาพิจารณาอัตราที่เหมาะสม เนื่องจากภาคเอกชนเสนอให้ลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 0.01% ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) พบว่า ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. หลังจากที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท มีผู้มายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน แบ่งเป็นถูกเลิกจ้าง 2,479 คน สมัครใจลาออกเอง 5,168 คน รวมทั้งหมด 7,647 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ สปส.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน
ทั้งนี้ สปส.ได้พิจารณาจ่ายเงินทดแทนแล้ว 6,310 คน แบ่งเป็นถูกเลิกจ้าง 284 คน สมัครใจลาออก 1,488 คน นายจ้างไม่แจ้งออกจากงาน 4,475 คน และไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 63 คน เนื่องจากส่งเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือนในระยะเวลา 15 เดือน







