
จับตามะกัน-จีน ชนวนจุดวิกฤตราคาอาหารโลก ปี'56
แม้จะก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2556 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
แม้จะก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2556 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
ที่เคยรุมเร้าโลกเมื่อช่วงปีมังกรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ยุโรป หน้าผาการคลังของสหรัฐ ตลอดจนการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ก็ยังตามหลอกหลอนโลกในปีใหม่นี้อย่างไม่จบสิ้นเสียที
ไม่เว้นแม้กระทั่ง “วิกฤตราคาอาหาร” ภัยคุกคามร้ายแรงที่มักจะถูกมองข้ามอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่มีพิษสงร้ายแรงถึงขนาดฉุดเศรษฐกิจโลกได้ และที่สำคัญก็คือ มีความเป็นความตายของผู้คนทั่วโลกเป็นเดิมพันเลยทีเดียว
ล่าสุดบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ต่างก็พร้อมใจกันออกมาเตือนว่า โลกเสี่ยงเผชิญราคาอาหารพุ่งแรงในปี 2556 และหากไม่สามารถงัดมาตรการรับมือได้ทัน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็อาจรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตครั้งใดๆ
ปัจจัยแรกที่ส่งผลให้ราคาอาหารมีแนวโน้มพุ่งสูงในปีนี้ คือ การนำเข้าข้าวปริมาณมหาศาลของแดนมังกร
ทั้งนี้ เมื่อปี 2555 จีนนำเข้าข้าวทั้งหมด 2.5 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.75 แสนตัน เกือบ 5 เท่า ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนสามารถกระโดดขึ้นมาครองตำแหน่งผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกตามหลังเพียงแค่ไนจีเรีย ขณะที่กระทรวงเกษตรสหรัฐคาดการณ์ว่า จีนจะยังคงนำเข้าข้าวในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องในปีมะเส็งนี้ และภายในช่วงกลางปีปริมาณข้าวในสต๊อกของประเทศจะพุ่งสูงถึง 45.85 ล้านตัน หรือมากพอที่จะเลี้ยงคนในประเทศนาน 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณข้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น สร้างความสับสนแก่บรรดานักวิเคราะห์ รวมทั้งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่า “เพราะเหตุใดอุปสงค์ข้าวในจีนถึงเพิ่มขึ้น”
ข้อสันนิษฐานแรก คือ ชาวจีนหันมาบริโภคข้าวมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณข้าวที่ผลิตในประเทศนั้นไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงปากท้องประชาชน แม้ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นการผลิตข้าวมากขึ้นก็ตาม
ทฤษฎีที่สอง คือ เอกชนจีนนำเข้าข้าวจากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อเก็งกำไรหลังรัฐบาลขึ้นราคาข้าวภายในประเทศจนมีราคาสูงกว่า โดยข้อมูลจากวอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า เมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาข้าวในจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 635 เหรียญสหรัฐ (ราว 19,685 บาท) ต่อตัน ขณะที่ข้าวนำเข้าจากเวียดนามมีราคาอยู่ที่ 410 เหรียญสหรัฐ (ราว 12,710 บาท) ต่อตัน
“เห็นได้ชัดว่า ตลาดข้าวถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน” โทมัส พิว นักวิเคราะห์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากสถาบันวิจัยแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ในกรุงลอนดอน กล่าว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ไม่ว่าทฤษฎีใดจะถูกต้องก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นในปีนี้อยู่ดี เพราะหากชาวจีนบริโภคข้าวมากขึ้นจริง ปริมาณข้าวในตลาดโลกก็อาจไม่เพียงพอรองรับความต้องการพลังบริโภคอันมากมายมหาศาลนี้ได้
“ปัญหาคือประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกก็ล้วนแต่เป็นผู้บริโภคข้าวรายใหญ่เช่นกัน ดังนั้นข้าวที่หลงเหลือสำหรับการจำหน่ายจึงมีปริมาณเพียงเล็กน้อย โดยเมื่อปี 2555 พบว่ามีการซื้อขายข้าวทั่วโลก 37.3 ล้านตัน หรือคิดเป็นเพียง 7% ของปริมาณข้าวที่ผลิตได้ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับข้าว 140 ล้านตัน ที่จีนบริโภคต่อปี” องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เผย
ขณะเดียวกันราคาข้าวจะผันผวนทันทีหากรัฐบาลจีนเปลี่ยนแปลงนโยบายราคาข้าวในประเทศ
แน่นอนว่า ราคาข้าวที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในปีนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก เพราะต้องไม่ลืมว่า 1.ข้าวคืออาหารหลักของผู้คนกว่าครึ่งโลก 2.ราคาข้าวที่สูงขึ้นจะดันราคาอาหารชนิดอื่นๆ พุ่งขึ้นตาม
ในส่วนของปัจจัยที่สองที่ส่งผลต่อราคาอาหารในปีนี้ คือ ปริมาณธัญพืชสำรองของโลกที่ดิ่งต่ำสุดในรอบ 38 ปี ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในหลายประเทศที่เป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก
ยกตัวอย่างเช่นสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองมากที่สุดในโลก โดยเมื่อกลางปีมังกรที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับภัยแล้งครั้งรุนแรงสุดในรอบ 50 ปี ที่กินพื้นที่กว่า 55% ของประเทศ
สถานการณ์ภัยแล้งครั้งนี้ได้ทำลายข้าวโพดกว่า 75% ของประเทศ ขณะที่ถั่วเหลืองได้รับความเสียหายหนักถึง 70% จนดันราคาธัญพืชทั้งสองชนิดพุ่งแรงทุบสถิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาข้าวโพดที่ปรับขึ้นถึง 30%
เช่นเดียวกับรัสเซียและยูเครน สองผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ ซึ่งต้องเผชิญกับผลผลิตที่ลดลง 33% และ 19% ตามลำดับ ในปีที่ผ่านมา
แม้จะเป็นความเคลื่อนไหวในช่วงปีก่อน ทว่านักวิเคราะห์ก็ออกโรงเตือนว่า ผลกระทบดังกล่าวจะยืดยาวถึงปีนี้อย่างแน่นอน
“ปัจจุบันสหรัฐมีปริมาณข้าวโพดสำรองเพียงแค่ 6.5% ของปริมาณข้าวโพดทั้งหมดที่คาดว่าจะมีการบริโภคในปีนี้ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” เดอะเทเลกราฟ เผย
นอกจากนี้ การขาดแคลนธัญญาหารประเภทข้าวโพดและถั่วเหลือง ยังเสี่ยงกระทบราคาเนื้อสัตว์อีกด้วย เนื่องจากถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารสัตว์
อับดุลเรซา แอบบัสเซียน นักวิเคราะห์อาวุโสด้านธัญญาหารจากเอฟเอโอ เตือนว่า ปริมาณอาหารสำรองของโลกกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย โดยจากเดิมที่มีอาหารเพียงพอที่จะเลี้ยงผู้คนได้นาน 107 วัน เมื่อช่วง 10 ปีก่อน ปัจจุบันปริมาณอาหารนั้นลดลงจนเลี้ยงคนได้แค่ 74 วันเท่านั้น
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ โลกกำลังผลิตอาหารน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับระดับการบริโภคที่นับวันยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง
“เรากำลังผลิตอาหารได้น้อยกว่าที่บริโภค ปริมาณอาหารสำรองทั่วโลกจึงลดสู่ระดับต่ำสุด ปีที่จะถึงนี้ (ปี 2556) จึงเป็นปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน” แอบบัสเซียน กล่าว
แน่นอนว่า ภาวะขาดแคลนอาหารจะยิ่งเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับ “ยุคข้าวยากหมากแพง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งในปีนี้และปีต่อๆ มา
และในส่วนของปัจจัยสุดท้าย ซึ่งคือ ราคาน้ำมัน แม้จะยังคงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารมากเท่ากับสองปัจจัยแรก ทว่านักวิเคราะห์ก็เตือนว่า เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ราคาน้ำมันส่อพุ่งแรง
เพราะ “น้ำมัน” คือหัวใจสำคัญของการทำเกษตรกรรม โดยมีบทบาทในเกือบทุกขั้นตอนไล่เรียงตั้งแต่การหว่านเมล็ด การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการขนส่งและการแปรรูป เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นก็ไม่ต่างอะไรจาก “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
“เรียกได้ว่าต่อไปนี้ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ จะไม่ใช่ภัยคุกคามโลกอีกต่อไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และโดยเฉพาะภาวะการขาดแคลนและการพุ่งขึ้นของราคาอาหาร” เลสเตอร์ บราว์น ประธานเอิร์ท โพลิซี สถาบันวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐ เตือน
วิกฤตราคาอาหารแพงในปีนี้จึงเป็นภัยคุกคามที่โลกไม่อาจมองข้ามได้อย่างแน่นอน







