
ชำแหละ 3 ช่องโหว่ใหญ่ ร่าง พรบ.ร่วมทุน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สัปดาห์นี้ วุฒิสภากลับมาประชุมกันหลังจากหยุดยาวในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา
พลิกวาระการประชุมวุฒิสภา ระหว่างวันที่ 78 ม.ค. พบว่ามีกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีความน่าสนใจ ซึ่งเตรียมลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.บ.ร่วมทุน
กฎหมายฉบับนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 1 ชุด มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบในโครงการที่ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง เคยบอกถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ร่วมทุน ต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อครั้งพิจารณาในวาระที่ 1 วันที่ 29 ต.ค. 2555 ว่า “มีขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพื้นฐานผ่าน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” จากคำพูดดังกล่าวย่อมเป็นการยืนยันชัดแจ้งแล้วว่า ร่างกฎหมายร่วมทุนมีความสำคัญกับรัฐบาลพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี เดชอุดม ไกรฤทธิ์ สว.สรรหา เป็นประธาน ได้มีการถกกันอย่างเข้มข้น หลังจาก สว.ได้เสนอคำขอแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่จำนวนมาก โดยสามารถแยกออกมาให้เห็นได้ชัดใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.ความครอบคลุมของกฎหมายที่กำหนดให้กิจการของรัฐประเภทไหนบ้างต้องผ่านการพิจารณาตามร่าง พ.ร.บ.ร่วมทุน
“รสนา โตสิตระกูล” สว.กทม. และ “พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์” สว.สรรหา เสนอคำขอแก้ไขในชั้น กมธ. ว่า “พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับแก่การให้เอกชนร่วมในกิจการของรัฐ” จากเดิมเป็นถ้อยคำว่า “พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับแก่การให้เอกชนร่วมในกิจการของรัฐ เว้นแต่การให้สัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม และการให้ประทานบัตรตามกฎหมายว่าด้วยแร่”
ทั้งนี้ รสนา และ พล.อ.อ.วีรวิท มีความคิดว่า กฎหมายร่วมทุนควรมีความครอบคลุมในกิจการของรัฐในทุกกรณี เหตุที่กิจการรัฐย่อมอาจมีผลกระทบต่อสาธารณะทางใดทางหนึ่ง แต่ กมธ.เสียงข้างมากไม่ยอมให้แก้ไข โดยเห็นว่ากิจการปิโตรเลียมและแร่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะอยู่ ไม่จำเป็นที่กฎหมายร่วมทุนจะมากำหนดเอาไว้แต่อย่างใด
2.ผลประโยชน์ทับซ้อนในทางการเมืองของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายฯ
เป็นปัญหาอยู่ในมาตรา 10 เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายฯ ว่าจะต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่น้อยกว่า 1 ปี
โดย “สุมล สุตะวิริยะวัฒน์” สว.เพชรบุรี ร่วมด้วย พล.อ.อ.วีรวิท เป็นผู้เสนอใน กมธ. เพื่อขอแก้ไขให้เพิ่มเวลาของการพ้นจากตำแหน่งการเมืองมากขึ้นเป็น 2 ปี หรือ 5 ปี
ส่วนเหตุผลที่เสนอแก้ไขนั้น สว.สุมล ระบุว่า การเสนอให้เว้นวรรคมากกว่า 1 ปี มาจากการนำกรณีที่ สว.ต้องพ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 2 ปี ถึงจะไปเป็นรัฐมนตรีได้ และการเป็น สว.ที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี มาเทียบเคียง
แต่ กมธ.ไม่ได้แก้ไขตามข้อเสนอ เพราะมองว่าการกำหนดระยะเวลาพ้นจากตำแหน่ง 1 ปีดังกล่าวมีความเหมาะสมแล้ว ประกอบกับไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ควรนำไปเทียบเคียง
3.มูลค่าโครงการในการควบคุมภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ร่วมทุน
แม้ว่า พล.อ.อ.วีรวิท จะเสนอแก้ไขในภาพรวมว่าจะต้องเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 3,000 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะต้องมาดำเนินการตามกฎหมายร่วมทุน เพราะการกำหนดมูลค่าเอาไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เท่ากันกับกฎหมายร่วมทุนฉบับปี 2535 อาจไม่มีความเหมาะสม
เนื่องจากมูลค่าเงิน 1,000 ล้านบาท ในปี 2535 กับปัจจุบัน มีความแตกต่างกันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ อย่างเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น หรืออัตราดอกเบี้ยที่มีความผันผวน ขณะเดียวกันจะส่งผลให้โครงการขนาดเล็กบางโครงการที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการได้รับความล่าช้าโดยไม่จำเป็น
สุดท้าย กมธ.ก็ยืนยันตามเดิมที่กำหนดไว้ 1,000 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้คณะกรรมการนโยบายมีโอกาสตรวจสอบโครงการให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อสร้างความโปร่งใส
คงต้องรอดูที่ประชุมใหญ่วุฒิสภาจะหาทางอุดช่องโหว่นี้อย่างไร m







