posttoday
สังคมธรรมภิบาล

สังคมธรรมภิบาล

04 มกราคม 2556

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพรปีใหม่ 2556 ให้ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ความตอนหนึ่งว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพรปีใหม่ 2556 ให้ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ความตอนหนึ่งว่า

“...ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้ายังปรารถนาที่จะเห็นคนไทยได้ทำจิตทำใจให้มั่นคงอยู่ในความเมตตา และความหวังดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผูกพันกันไว้อย่างญาติและฉันมิตร ทุกคนทุกฝ่ายก็ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคงให้แก่ตนและชาติได้ ดั่งใจปรารถนา...”

ก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกมาส่งความสุขปีใหม่ให้ประชาชนด้วยการ “วิงวอน” ขอให้พี่น้องคนไทยช่วยกันทำให้ปีใหม่นี้เป็น “ปีแห่งการคิดบวก” ความตอนหนึ่งว่า

“...ขอให้ปี 2556 เป็นปีแห่งการคิดบวก ใช้หลักความรัก เมตตาเอื้ออาทร มารับฟังความเห็นผ่านเวทีที่สร้างสรรค์ ดิฉันเชื่อว่าหากรับฟังซึ่งกันและกันตามระบอบประชาธิปไตย ประเทศจะมีทางออกและบรรยากาศที่ดีร่วมกัน...”

ถ้าจำกันได้ “ความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน” เป็นพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยใน “วันมหาปีติ 5 ธ.ค. 2555” และรัฐบาลสัญญาว่าจะน้อมนำมาปฏิบัติ

ดังนั้น จึงนับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศเสนอแนวคิดให้คนในชาติสร้าง “ค่านิยมร่วม” เพื่อให้เกิดคุณธรรมความดีในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติร่วมกัน จากพระราชดำรัสขององค์พระประมุข เช่นเดียวกับที่หลายประเทศนิยมกระทำ

นอกจากจะแนะนำให้สร้างค่านิยม “เมตตา” และ “เอื้ออาทร” ตามกระแสพระราชดำรัสแล้ว ยังกล่าวถึงการ “เปิดใจกว้าง” รับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญที่ทำให้สาธารณรัฐเกาหลีสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย ให้คลี่คลายไปได้เมื่อ 20 ปีก่อน

“การคิดบวก” หรือ “การคิดเชิงบวก” มาจากภาษาอังกฤษว่า Positive Thinking หมายถึง การคิดในแง่ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับ “คิดในเชิงลบ” หรือการคิดในแง่ร้าย (Negative Thinking) ในตำราบริหารระบุว่า “การคิดเชิงบวก” เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญหา เพื่อเลือกกระบวนการทำงานจากมุมมองดีๆ หรือจากบทเรียนที่เกิดขึ้น แล้วนำไปปรับใช้กับเหตุการณ์ของตัวเอง

Sir Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่สามารถแก้ปัญหาของโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ให้ข้อคิดว่า

“The price of leadership is responsibility.to stay positive whether you feel like it or not.”

หรือ “คุณค่าของการเป็นผู้นำที่ดีนั้นอยู่ที่ความรับผิดชอบ ด้วยการมีทัศนคติในเชิงบวกเสมอ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบมันก็ตาม”

ถ้านำแนวคิดนี้มาอธิบายคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี อาจสื่อความหมายได้ว่า ผู้มีอำนาจและอิทธิพลในการบริหารประเทศ “ต้อง” เริ่มคิดเชิงบวก ด้วยการเลือกมุมมองดีๆ ในสถานการณ์บ้านเมือง เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่รุมเร้าอยู่ขณะนี้ให้ลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น

โดยต้องเพิ่มความสามารถในการรับฟังความเห็นจากผู้อื่นมากขึ้น โดยเฉพาะ “ประชาชน” ซึ่งในทางหลักการของประชาธิปไตย คือ “เจ้าของประเทศ” และเป็น “นาย” ของ “คณะรัฐมนตรี”

อย่างไรก็ดี เรื่อง “สมาธิสั้น” นั้น เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริหารทุกวงการ เมื่อมีอำนาจมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีสมาธิสั้นในการรับฟังผู้อื่นน้อยลงเท่านั้น

ตำราการบริหารยุคใหม่จึง “เตือน” ผู้บริหารยุคใหม่ให้ “เลิก” ฟังคนที่เห็นด้วยกับนโยบายที่ตนกำหนด เพราะสิ่งนั้นเป็นธรรมชาติของลูกน้องที่ไม่อยากขัดใจนาย ข้อเสนอแนะจึงเป็นการสรรเสริญเยินยอมากกว่าที่จะได้ข้อมูลที่ดี เพื่อประกอบการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

พร้อมกับแนะนำให้ “เปิดใจกว้าง” ฟัง “คนที่ไม่เห็นด้วย” มากขึ้น เพื่อนำข้อเสนอแนะดีๆ ไปปรับปรุงนโยบายที่ตนกำหนดให้ตอบสนองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ถ้านำหลักคิดนี้มาอธิบายจุดเปลี่ยนของรัฐบาลต่อแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากการเดินหน้าลงมติวาระ 3 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาเป็นขอประชามติจากประชาชน อาจพอเห็นภาพของเรื่องนี้ได้

ทั้งนี้ เนื่องจากแนวคิดขอประชามติก่อนยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นข้อเสนอของสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อย เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเจ้าปัญหาเข้าพิจารณาในวาระ 1 ของรัฐสภา

แต่รัฐบาลไม่สนใจ เพราะเชื่อว่าเสียงข้างมากในรัฐสภาสามารถผลักดันให้ผ่านความเห็นชอบ จนกระทั่งเกิดแรงกดดันจากพลังประชาชน ทำให้ไม่สามารถลงมติในวาระ 3 ได้ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2555 และค้างคามาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาถึง 1 ปี นับแต่วันที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา

ดังนั้น การที่รัฐบาล “กลับใจ” มาปฏิบัติตามความเห็นของสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อย ด้วยการนำเข้าสู่กระบวนการขอประชามติ แม้ว่าจะใช้เวลาคิดนานถึง 1 ปีก็ตาม แต่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่ม “เปิดใจกว้าง” รับฟังความเห็นจากประชาชนแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้น “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”

อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลตัดสินใจนำเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญขอประชามติจากประชาชนแล้ว ควรปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตาม “ธรรมชาติ” โดยปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่าได้พยายามแทรกแซงเพื่อให้ผลการออกเสียงเป็นไปตามที่คนส่วนหนึ่งในพรรครัฐบาลต้องการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สมควรเชื่อนักการเมืองยุคโบราณที่ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่เสนอให้ขอประชามติแบบ “ขอคำปรึกษา” ซึ่งทำให้ไม่ต้องยึดโยงกับจำนวนผู้ออกเสียง เพราะวิธีนี้เป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง เพื่อให้ผลการออกเสียงเป็นไปตามที่ต้องการ และทำให้รัฐบาลขาดความ “สง่างาม”

นอกจากนั้น การขอประชามติจากประชาชนของรัฐบาล เป็นการแสดงความ “เมตตา” ต่อประชาชน และสะท้อนความ “เอื้ออาทร” ด้วยการเอื้อมมือลงไปหาประชาชนเพื่อสอบถามสิ่งที่เขาต้องการ พร้อมกับการส่งสัญญาณการ “เริ่มเดินไปด้วยกัน” บนวิถีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่คนไทยทุกคนถวิลหามา 80 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีนโยบายสาธารณะอีกหลายเรื่องที่หลายฝ่ายออกมาเสนอให้รัฐบาลทบทวน เช่น โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ค่าจ้าง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ จบปริญญาตรีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ฯลฯ ก็น่าจะนำมาคิดทบทวนอย่าง “เปิดใจกว้าง” ด้วย

ถ้าให้ดีรัฐบาลควรนำนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554 ในเรื่องนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มาดำเนินการให้ครบถ้วนควบคู่กันไป โดยมีสาระดังนี้

“นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พัฒนาระบบราชการ สร้างเสริมมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล รวมถึงปฏิรูประบบกฎหมาย และพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย สอดคล้องหลักการประชาธิปไตย เร่งรัดจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการโดยอิสระ และปรับปรุงระบบการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความเป็นธรรมโดยง่าย ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข่าวสารจากทางราชการ สื่อสารมวลชน และสื่อสาธารณะ”

ถ้ารัฐบาลทำได้เช่นนี้ “ประโยชน์สุข” ของประชาชน ก็จะเกิดขึ้นตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นความสุขของประชาชนที่ยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

อีกทั้งจะเป็นการสร้าง “สังคมธรรมาภิบาล” ที่มีความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผูกพันกันไว้อย่างญาติและฉันมิตร ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุข ความเจริญมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืนด้วย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน