
อย่าให้สายเกิน
ไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.นี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้ปรับขึ้นเป็นวันละ 300 บาท เรียบร้อยแล้ว แม้แรงงานส่วนใหญ่จะหยุดงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ยาวหลายวัน แต่แรงงานบางประเภท เช่น ธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ยังทำงานและจะได้รับค่าจ้างอัตราใหม่ทั้งหมด
ไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.นี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้ปรับขึ้นเป็นวันละ 300 บาท เรียบร้อยแล้ว แม้แรงงานส่วนใหญ่จะหยุดงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ยาวหลายวัน แต่แรงงานบางประเภท เช่น ธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ยังทำงานและจะได้รับค่าจ้างอัตราใหม่ทั้งหมด
ในช่วงสั้นของการใช้ค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ จะยังไม่เห็นปัญหาที่เป็นผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงาน แต่แค่ไตรมาสแรกของปีก็จะเริ่มเห็นผลจากนโยบายใหม่นี้อย่างชัดเจนว่าภาคเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีจะทนพิษเศรษฐกิจได้หรือไม่ เพราะจนถึงขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการอะไรเป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือธุรกิจเหล่านี้ ทั้งที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ ที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และ รมว.คลัง จะเร่งหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ยังเป็นที่ถกเถียงในระดับนโยบายว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นจริงหรือไม่ เพราะแนวคิดด้านหนึ่งเห็นว่าการขึ้นค่าแรงเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้กับแรงงาน ซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่จะใช้เงินมากกว่าเก็บเงิน ซึ่งรัฐบาลจะได้เงินคืนกลับมาในรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในขณะที่บางกลุ่มกลับมองว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นนี้ จะทำให้เอกชนหันมาลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนคนงาน ลดชั่วโมงการทำงาน หรือเลื่อนการจ้างงานใหม่ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนักขึ้นไปอีก สุดท้ายถ้าเอกชนทนไม่ไหวก็จะต้องปิดกิจการ
ณ วันนี้ ไม่มีเวลาสำหรับการปรับตัวอีกแล้ว เพราะค่าแรงใหม่ก็ใช้ไปแล้ว หากเอกชนสู้ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหวก็จะต้องเลิกกิจการจริงๆ แล้ว ซึ่งนับว่านโยบายของรัฐบาลทำร้ายภาคเอกชนโดยไม่มีการเยียวยา
การตั้งต้นที่จะหาทางออกให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอาจจะสายเกินไปแล้ว เพราะรัฐบาลมีเวลานานเป็นปี ตั้งแต่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในรอบแรก 7 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ซึ่งผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดก็กระอักกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ด้วยเหตุผลที่ 7 จังหวัดขึ้นค่าแรงรอบแรกนั้น ส่วนใหญ่จ้างงานในอัตราค่าจ้างสูงกว่า 300 บาทอยู่แล้ว จึงได้รับผลกระทบไม่มาก
แต่ในรอบหลังนี้จะได้รับผลกระทบสูงกว่าเพราะเป็นการขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศ การจูงใจให้เอกชนไปลงทุนในเขต 3 เพราะค่าแรงงานต่ำก็หมดความได้เปรียบ นโยบายดึงการลงทุนให้กระจายไปในต่างจังหวัดก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
จากนี้ไปการจูงใจเอกชนให้ออกไปลงทุนในพื้นที่ห่างไกล กระจายอุตสาหกรรมให้ออกไปในต่างจังหวัดก็ไม่มีแรงจูงใจอีกแล้ว ส่วนมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ไม่ช่วยอะไร เพราะลดจาก 25% เหลือ 20% ในปีนี้ก็ลดเป็นการทั่วไป การใช้นโยบายทำลายอุตสาหกรรมในประเทศเองนั้น สมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการเยียวยาป้องกันช่วยเหลือเอสเอ็มอีก่อนที่จะสายเกินไป







