posttoday
2555ธุรกิจไหน...รุ่ง? ธุรกิจไหน...ร่วง?(1)

2555ธุรกิจไหน...รุ่ง? ธุรกิจไหน...ร่วง?(1)

01 มกราคม 2556

ส่งท้ายปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ...คุณผู้อ่านทุกท่าน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในช่วงนี้ ผมจึงจะขอคุยเกี่ยวกับรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ที่มีชื่อว่า EIU (Economist Intelligent Unit) ของนิตยสารชื่อดังก้องโลก The Economist โดยรายงานฉบับนี้ มีชื่อว่า “Industries in 2013” ซึ่งได้พูดถึงปีหน้า 2556 ว่า... ธุรกิจไหนจะ...รุ่ง? และธุรกิจไหนจะ...ร่วง? ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

ส่งท้ายปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ...คุณผู้อ่านทุกท่าน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในช่วงนี้ ผมจึงจะขอคุยเกี่ยวกับรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ที่มีชื่อว่า EIU (Economist Intelligent Unit) ของนิตยสารชื่อดังก้องโลก The Economist โดยรายงานฉบับนี้ มีชื่อว่า “Industries in 2013” ซึ่งได้พูดถึงปีหน้า 2556 ว่า... ธุรกิจไหนจะ...รุ่ง? และธุรกิจไหนจะ...ร่วง? ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

หนึ่ง ธุรกิจผลิตรถยนต์

สัญญาณยังดีอยู่

ปีหน้า 2556 ตลาดรถยนต์โลกจะยังคงไปได้ดีอยู่ แต่ที่น่าดีใจก็คือ ตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก รถปิกอัพ และรถขนส่งอื่นๆ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% เป็นสัญญาณว่า สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของโลกน่าจะสดใสขึ้น

ในปีหน้าทวีปเอเชียจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ได้มากที่สุดในโลกคือ 43% เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่ผลิตได้เพียง 30% ตัวเลขดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า ทวีปเอเชียมีแนวโน้มที่จะโตขึ้น...และโตขึ้นนั่นเอง ส่วนทวีปยุโรปปี 2551 ผลิตได้ 20% ปีหน้าจะเหลือเพียง 17% ดูท่าแล้วยุโรปก็ยังคงต้องวนเวียนอยู่กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อไป

สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลิตรถยนต์มากที่สุดถึง 1 ใน 4 ของรถยนต์ทั่วโลก ปีหน้าพญามังกรจะสยายปีกไปต่างประเทศอย่างเต็มกำลัง บริษัท GEELY ได้เข้าซื้อกิจการของรถยนต์ VOLVO ของสวีเดนไปหมดแล้ว ส่วน GREAT WALL ก็ได้ตั้งโรงงานในบัลแกเรียเพื่อผลิตรถยนต์ป้อนยุโรปแล้ว ส่งสัญญาณการเริ่มบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว

สอง ‘ธุรกิจค้าปลีก’

แนวรบนี้ยังเลือดสาดอยู่

ปี 2555 ดูเหมือนจะเป็นปีแห่ง “ความหดหู่” ของธุรกิจค้าปลีก ยอดขายในยุโรปและสหรัฐยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง อัตราการปลอดผู้คนในสโตร์ (Store Vacancy Rate) ของอังกฤษขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11% ส่วนประเทศญี่ปุ่นอาการกลับหนักหนากว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่า ญี่ปุ่นกำลังวนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจถดถอยติดต่อกันเป็นทศวรรษที่ 3 แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงจะมีหนี้สินต่อจีดีพีที่มีอัตราส่วนประมาณ 200% สูงที่สุดในโลกต่อไป

ธุรกิจค้าปลีกก็คงจะหลีกหนีจากประเทศข้างต้นแล้วไปบูมไปที่อื่น กลุ่ม BRIC (Brazil Russia India และ China) เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญ เริ่มจากประเทศจีน สตาร์บัคส์ประกาศเปิดคอฟฟี่ช็อปภายในปีหน้าอีก 600 ร้าน แมคโดนัลด์ก็ประกาศเปิดร้านขายแฮมเบอร์เกอร์อีก 2,000 ร้าน

ประเทศอินเดียภายใน 12 เดือนข้างหน้า จะเกิดปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจค้าปลีกของอินเดีย เนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งคงจะมีห้างหลายห้างเดินพาเหรดเข้าอินเดีย ดังนั้นอินเดีย...สมรภูมินี้...“เลือดเข้าตา” แน่ๆ

ธุรกิจ “Showrooming” (โชว์รูมมิง) มาแรงแน่ ธุรกิจนี้คือ การแสดงสาธิตสินค้าในห้างร้านและให้ผู้ซื้อค่อยตัดสินใจและสั่งซื้อทางโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ Best Buy ห้างขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ได้ออกมาประกาศกลยุทธ์ “โชว์รูมมิง” ครั้งใหญ่ในปีหน้านี้ Best Buy ได้เตรียมทั้งส่วนลดครั้งใหญ่ และความสะดวกไม่ต้องขนสินค้าเองในกลยุทธ์ครั้งนี้

สาม ธุรกิจพลังงานปีหน้า

โตขึ้นแบบแคระแกร็น

ในปี 2555 ธุรกิจพลังงานทั่วโลกโตขึ้นเพียง 3% แสดงให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกได้กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในปีหน้าคาดการณ์กันว่า กลุ่มประเทศที่เจริญแล้วที่อยู่ในกลุ่ม OECD ซึ่งมีสหรัฐ หลายประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น จะโตเพียงแค่ 1.4% เท่านั้น ขณะที่สมาชิกนอกกลุ่ม OECD อันประกอบด้วย ไทย จีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล อีกหลายประเทศที่ยังไม่พัฒนา กลับโตขึ้นอย่างมากถึง 5.8% เมื่อรวมกันแล้วการใช้พลังงานจะขยายตัวมากกว่าปี 2555 อาจถึง 35%

“การปฏิวัติการกลั่นก๊าซน้ำมันจากหินเชล” (ShaleGas Revolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ จะสามารถผลิตพลังงานได้ออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐกลายเป็นผู้กลั่นน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยคาดว่าปัญหาการขาดแคลนพลังงานของประเทศในทวีปอเมริกาเหนือจะหมดไป

แต่ก็ใช่ว่าราคาพลังงานในปีใหม่นี้จะไม่ผันผวน ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านและเกาหลีเหนือ หรือปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย ก็ยังส่งผลต่อราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันอยู่ดี

หลังเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นและโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ “ฟูกุชิมา” ระเบิดและรั่วไหล ก็คาดกันว่าพลังงานนิวเคลียร์จะหายไปจากโลกใบนี้ แต่สิ่งที่พูดนี้ก็คงเป็นเพียง “ความฝัน” เพราะในปี 2556 นี้จีนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 7 โรง และกำลังวางแผนสร้างอีกหลายโหล

ส่วนพลังงานถ่านหินที่ก่อให้เกิดปัญหาโรคร้อนตัวยงก็คงจะยิ่งเพิ่มขึ้น หลังจีนยังเป็นประเทศผู้บริโภคถ่านหินมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะแตะระดับ 30 กิกะตันต่อปีในปีหน้านี้ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่โลกนี้เริ่มให้กำเนิด “มนุษยชาติ” พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่บังคับให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก็ยังพิกลพิการไม่มีใครสนใจอยู่ในขณะนี้

ฤา...คำทำนายของชนเผ่า “มายา” จะเป็นจริง แต่ถ้าโลกใบนี้ไม่ดับสลายไปตามคำทำนายแล้ว โลกใบนี้ก็ยังคงจะต้องเผชิญกับความวิบัติจาก “ฝีมือมนุษย์” ต่อไป จนกว่า “ความวิบัติ” นั้นๆ จะได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแสนสาหัส จนมนุษย์ต้องเจ็บปวด ทรมาน และทุรนทุรายจนถึงขั้น “หลาบจำ”

วันนั้น... มนุษย์ก็คงจะคิดกลับใจมารักษาเยียวยา “โลกใบนี้” อีกครั้งหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI