
2555ธุรกิจไหน...รุ่ง? ธุรกิจไหน...ร่วง?(1)
ส่งท้ายปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ...คุณผู้อ่านทุกท่าน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในช่วงนี้ ผมจึงจะขอคุยเกี่ยวกับรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ที่มีชื่อว่า EIU (Economist Intelligent Unit) ของนิตยสารชื่อดังก้องโลก The Economist โดยรายงานฉบับนี้ มีชื่อว่า “Industries in 2013” ซึ่งได้พูดถึงปีหน้า 2556 ว่า... ธุรกิจไหนจะ...รุ่ง? และธุรกิจไหนจะ...ร่วง? ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
ส่งท้ายปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ...คุณผู้อ่านทุกท่าน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในช่วงนี้ ผมจึงจะขอคุยเกี่ยวกับรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ที่มีชื่อว่า EIU (Economist Intelligent Unit) ของนิตยสารชื่อดังก้องโลก The Economist โดยรายงานฉบับนี้ มีชื่อว่า “Industries in 2013” ซึ่งได้พูดถึงปีหน้า 2556 ว่า... ธุรกิจไหนจะ...รุ่ง? และธุรกิจไหนจะ...ร่วง? ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
หนึ่ง ธุรกิจผลิตรถยนต์
สัญญาณยังดีอยู่
ปีหน้า 2556 ตลาดรถยนต์โลกจะยังคงไปได้ดีอยู่ แต่ที่น่าดีใจก็คือ ตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก รถปิกอัพ และรถขนส่งอื่นๆ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% เป็นสัญญาณว่า สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของโลกน่าจะสดใสขึ้น
ในปีหน้าทวีปเอเชียจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ได้มากที่สุดในโลกคือ 43% เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่ผลิตได้เพียง 30% ตัวเลขดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า ทวีปเอเชียมีแนวโน้มที่จะโตขึ้น...และโตขึ้นนั่นเอง ส่วนทวีปยุโรปปี 2551 ผลิตได้ 20% ปีหน้าจะเหลือเพียง 17% ดูท่าแล้วยุโรปก็ยังคงต้องวนเวียนอยู่กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อไป
สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลิตรถยนต์มากที่สุดถึง 1 ใน 4 ของรถยนต์ทั่วโลก ปีหน้าพญามังกรจะสยายปีกไปต่างประเทศอย่างเต็มกำลัง บริษัท GEELY ได้เข้าซื้อกิจการของรถยนต์ VOLVO ของสวีเดนไปหมดแล้ว ส่วน GREAT WALL ก็ได้ตั้งโรงงานในบัลแกเรียเพื่อผลิตรถยนต์ป้อนยุโรปแล้ว ส่งสัญญาณการเริ่มบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว
สอง ‘ธุรกิจค้าปลีก’
แนวรบนี้ยังเลือดสาดอยู่
ปี 2555 ดูเหมือนจะเป็นปีแห่ง “ความหดหู่” ของธุรกิจค้าปลีก ยอดขายในยุโรปและสหรัฐยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง อัตราการปลอดผู้คนในสโตร์ (Store Vacancy Rate) ของอังกฤษขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11% ส่วนประเทศญี่ปุ่นอาการกลับหนักหนากว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่า ญี่ปุ่นกำลังวนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจถดถอยติดต่อกันเป็นทศวรรษที่ 3 แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงจะมีหนี้สินต่อจีดีพีที่มีอัตราส่วนประมาณ 200% สูงที่สุดในโลกต่อไป
ธุรกิจค้าปลีกก็คงจะหลีกหนีจากประเทศข้างต้นแล้วไปบูมไปที่อื่น กลุ่ม BRIC (Brazil Russia India และ China) เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญ เริ่มจากประเทศจีน สตาร์บัคส์ประกาศเปิดคอฟฟี่ช็อปภายในปีหน้าอีก 600 ร้าน แมคโดนัลด์ก็ประกาศเปิดร้านขายแฮมเบอร์เกอร์อีก 2,000 ร้าน
ประเทศอินเดียภายใน 12 เดือนข้างหน้า จะเกิดปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจค้าปลีกของอินเดีย เนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งคงจะมีห้างหลายห้างเดินพาเหรดเข้าอินเดีย ดังนั้นอินเดีย...สมรภูมินี้...“เลือดเข้าตา” แน่ๆ
ธุรกิจ “Showrooming” (โชว์รูมมิง) มาแรงแน่ ธุรกิจนี้คือ การแสดงสาธิตสินค้าในห้างร้านและให้ผู้ซื้อค่อยตัดสินใจและสั่งซื้อทางโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ Best Buy ห้างขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ได้ออกมาประกาศกลยุทธ์ “โชว์รูมมิง” ครั้งใหญ่ในปีหน้านี้ Best Buy ได้เตรียมทั้งส่วนลดครั้งใหญ่ และความสะดวกไม่ต้องขนสินค้าเองในกลยุทธ์ครั้งนี้
สาม ธุรกิจพลังงานปีหน้า
โตขึ้นแบบแคระแกร็น
ในปี 2555 ธุรกิจพลังงานทั่วโลกโตขึ้นเพียง 3% แสดงให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกได้กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในปีหน้าคาดการณ์กันว่า กลุ่มประเทศที่เจริญแล้วที่อยู่ในกลุ่ม OECD ซึ่งมีสหรัฐ หลายประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น จะโตเพียงแค่ 1.4% เท่านั้น ขณะที่สมาชิกนอกกลุ่ม OECD อันประกอบด้วย ไทย จีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล อีกหลายประเทศที่ยังไม่พัฒนา กลับโตขึ้นอย่างมากถึง 5.8% เมื่อรวมกันแล้วการใช้พลังงานจะขยายตัวมากกว่าปี 2555 อาจถึง 35%
“การปฏิวัติการกลั่นก๊าซน้ำมันจากหินเชล” (ShaleGas Revolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ จะสามารถผลิตพลังงานได้ออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐกลายเป็นผู้กลั่นน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยคาดว่าปัญหาการขาดแคลนพลังงานของประเทศในทวีปอเมริกาเหนือจะหมดไป
แต่ก็ใช่ว่าราคาพลังงานในปีใหม่นี้จะไม่ผันผวน ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านและเกาหลีเหนือ หรือปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย ก็ยังส่งผลต่อราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันอยู่ดี
หลังเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นและโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ “ฟูกุชิมา” ระเบิดและรั่วไหล ก็คาดกันว่าพลังงานนิวเคลียร์จะหายไปจากโลกใบนี้ แต่สิ่งที่พูดนี้ก็คงเป็นเพียง “ความฝัน” เพราะในปี 2556 นี้จีนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 7 โรง และกำลังวางแผนสร้างอีกหลายโหล
ส่วนพลังงานถ่านหินที่ก่อให้เกิดปัญหาโรคร้อนตัวยงก็คงจะยิ่งเพิ่มขึ้น หลังจีนยังเป็นประเทศผู้บริโภคถ่านหินมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะแตะระดับ 30 กิกะตันต่อปีในปีหน้านี้ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่โลกนี้เริ่มให้กำเนิด “มนุษยชาติ” พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่บังคับให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก็ยังพิกลพิการไม่มีใครสนใจอยู่ในขณะนี้
ฤา...คำทำนายของชนเผ่า “มายา” จะเป็นจริง แต่ถ้าโลกใบนี้ไม่ดับสลายไปตามคำทำนายแล้ว โลกใบนี้ก็ยังคงจะต้องเผชิญกับความวิบัติจาก “ฝีมือมนุษย์” ต่อไป จนกว่า “ความวิบัติ” นั้นๆ จะได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแสนสาหัส จนมนุษย์ต้องเจ็บปวด ทรมาน และทุรนทุรายจนถึงขั้น “หลาบจำ”
วันนั้น... มนุษย์ก็คงจะคิดกลับใจมารักษาเยียวยา “โลกใบนี้” อีกครั้งหนึ่ง







