
ธรรมะเปลี่ยนชีวิต
ถือธงนำคนเสื้อแดงลุยโค่นอำมาตย์ในวิกฤตการเมืองปี 2552-2553 หลังควันไฟจาง กี้ร์ “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง”
ถือธงนำคนเสื้อแดงลุยโค่นอำมาตย์ในวิกฤตการเมืองปี 2552-2553 หลังควันไฟจาง กี้ร์ “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง”
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตัดสินใจล้างภาพ แดงฮาร์ดคอร์ หันหน้าสู่ทางธรรมบวชเป็นพระภิกษุที่วัดสัมพันธวงศ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก่อนจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดียร่วม 6 เดือน ลิ้มรสพระธรรมคำสอนจน “นักร้องเสียงอมฮอลล์” บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า “ผมคนเดิมกลับมาแล้ว”
“ผมเดินทางไปหลายที่ ทั้งสังเวชนียสถาน พุทธคยา นาลันทา ดงคสิริ แล้วก็ไปในจุดที่แก้กรรม เช่น ไปยังคุกที่ขังพระเจ้าพิมพิสาร เราก็นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ เดินจงกรม บางทีผมนั่งสมาธิเสร็จแล้วไปเดินรอบพุทธคยา 300 รอบ แล้วสวดมนต์ไปด้วย ส่วนใหญ่เป็นบทอิติปิโส ถวายพรพระบ้าง คาถาชินบัญชรบ้าง สวดจนกระทั่งว่าเราสามารถฮัมเป็นเพลงออกมาได้เลย” พระกี้ร์บรรยายภาพแบบไม่ทิ้งลายนักร้องเก่า
“ระหว่างนั้นเขาก็ให้เราทบทวนตัวเองว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร ก็ไปนั่งสมาธิค้นหาทบทวนตัวเองว่าเราเป็นไปตามที่เขากล่าวหาไหม คือ เรารุนแรงจริงไหม เราฮาร์ดคอร์จริงไหม เราเป็นผู้ก่อการร้ายจริงไหม เอาแค่ 3 ข้อก่อน (หัวเราะ) พอนั่งทบทวนดูก็รู้ว่าเราไม่ใช่ เราเคยเป็นอริสมันต์ เป็นคนโรแมนติก เป็นคนที่ชอบดอกไม้ สายลม แสงแดด หาดทราย ชอบอะไรแบบนั้น ทำงานมา 2030 ปีในโลกของบันเทิงก็ไม่เคยมีเรื่อง ในโลกของการเมืองก็ไม่เคยก้าวร้าวกับใครที่ไหน จนกระทั่งมาถึงวิกฤตรัฐประหารปี 49”
กี้ร์ ย้อนเล่าวีรกรรมว่า รัฐประหารเป็นตัวจุดประกายสร้างความไม่ชอบธรรมในบ้านเมือง เพราะยึดอำนาจรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ เกิดภาวะสองมาตรฐานในประเทศ ลงโทษยุบไทยรักไทยอย่างไม่เป็นธรรม แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับรอดจากการยุบพรรคเพียงแค่เรื่องหมดอายุความ หลังจากนั้นเขาบอกว่าตัวเองยังถูกใส่ร้ายจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่ามีส่วนพัวพันกับโครงการทุจริตบ้านเอื้ออาทร
เหตุการณ์ที่เขาฝังใจเป็นพิเศษ คือ การถูกบุกจับตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์พร้อมกับ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. จนนำมาสู่เหตุการณ์สู้ขัดขืนกลางเวหาขึ้น เมื่อทุกอย่างยุติลง เจ้าตัวมาทราบภายหลังว่าภรรยาแท้งลูกจากการถูกจับตัวของเขา
“พอลงมาได้ สิ่งที่ผมรู้ คือ ภรรยาผมแท้งลูก เนื่องจากช็อกจนเข้าโรงพยาบาล เพราะไม่รู้ว่าผมเป็นตายร้ายดียังไงที่โดนจับขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไป เราก็รู้สึกว่าโดนรังแกจนเสียลูกไปคนหนึ่งแล้วนะ ภรรยาผมก็ถูกส่งเข้าไอซียูและผ่าตัดด่วน แผลเป็นมันยังอยู่ ความแค้นมันก็ฝังตั้งแต่ตอนนั้น บอกกับตัวเองเลยว่าต่อไปนี้ทุกเรื่องต้องเต็มที่กับชีวิต มันเป็นสิ่งหนึ่งที่บีบให้ผมเป็นฮาร์ดคอร์”
ถึงเหตุการณ์ในอดีตจะรุนเเรงขนาดไหน แต่ อริสมันต์ ย้ำว่า วันนี้ไม่เคยคิดเสียใจที่ชีวิตพลิกผันจากนักร้อง นักการเมือง มาเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย เพราะถือเป็นความเป็นไปของชะตากรรมชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจเป็นดีเอ็นเอที่ติดมาจากชาติที่แล้วจนมาถึงชาตินี้ แต่ชาติปัจจุบันถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสหันเข้าหาธรรม ทำให้เกิดสติในการดำเนินชีวิตหลังจากนี้มากยิ่งขึ้น
“เคยบอกแล้วว่าหากกลับมาอีกครั้ง ผมจะให้อภัย ไม่อาฆาต หลังจากบวชเราก็ประพฤติตนอยู่ในศีลก็รู้ว่าพรหมวิหาร 4 คืออะไร มนุษย์เราต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อเป็นนักการเมืองก็ต้องรู้จักความรักที่แท้จริงที่จะให้กับประชาชน ยกตัวอย่าง พรรคประชาธิปัตย์หลายสิบปีที่ผ่านมาคุณไม่สามารถครองใจประชาชนได้เลย เพราะคุณไม่มีความรัก ความเมตตา ความเข้าใจให้กับประชาชน
...ในขณะที่พรรคไทยรักไทยเพิ่งเกิดมาไม่กี่ปี แต่เขากลับสร้างประชาธิปไตยกินได้ ประชาชนเข้าถึง สัมผัสได้ แต่พอชนะเลือกตั้งมากเข้า อีกฝ่ายแทนที่จะยึดกติกากลับหาวิธีอื่นมาล้มแทน ไม่เคารพเสียงของคนที่มี 1 สิทธิเท่ากัน ทั้งที่คนรากหญ้านี่แหละถึงบางทีอาจไม่มีการศึกษา แต่เขามีความรู้ ความรู้กับการศึกษามันคนละแบบนะ เขาสนใจการเมืองมากกว่าคนข้างบนด้วยซ้ำ เพราะเขาลำบากมากกว่าไงเขาจึงต้องสนใจการเมือง
...แต่คุณกลับเกิดความอิจฉา ริษยา มาจ้องทำลายกัน ไปสร้างวิธีการ หาองค์กรหลักฐานต่างๆ นานาเพื่อที่จะพิฆาตคนอื่นให้ได้ นี่แหละคือคุณไม่รู้จักความเมตตา กรุณา ยังเคียดแค้นกันอยู่แล้วไม่ยอมรับว่าคนอื่นดีกว่าตน ตัวเองต้องถูกต้องและดีกว่าคนอื่นเสมอ ยึดกันแบบตัวกูของกู มันก็เลยเป็นปัญหา ที่สำคัญคุณไม่ได้เคียดแค้นขั้วตรงข้ามเพียงอย่างเดียว แต่คุณไม่มีความรักต่ออิสรภาพของประชาชน และไม่มีความรักต่อประชาธิปไตยด้วย” กี้ร์ฉายภาพการเมืองไทยผ่านหลักธรรมะที่เจ้าตัวย้ำว่าพูดไปโดยใช้สติอยู่เหนืออารมณ์ พลางเสริมว่า “ฉะนั้นธรรมะในใจนักการเมืองผมว่ามันจำเป็นต้องมีนะ”
อริสมันต์กล่าวก่อนเล่าวกเข้าสู่เส้นทางการปฏิบัติธรรมตลอดปีที่ผ่านมาว่า ระหว่างการบวชและศึกษาธรรมที่อินเดียได้ปฏิบัติธรรมและยึดหลักการสะสมบุญ “บารมี 10 ทัศ” เขาเน้นสร้างทานบารมี ศีลบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี สัจจะบารมี และอีกบารมีที่กี้ร์ยืนยันว่าเป็นหลักยึดสำคัญที่หากเขามีสิ่งนี้ตั้งแต่ต้นเส้นทางชีวิตอาจไม่พลิกกลับหลังหัน นั่นคือ “ขันติบารมี” หรือ “การอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์”
“ทานบารมีเราเคยทำมาเยอะ ศีลบารมีก่อนบวชเราก็พยายามที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ปัญญาบารมี พอผมรู้สึกว่าจะต้องทำอย่างไรให้คนสวดมนต์ให้ได้ ให้คนรู้สึกว่าสวดมนต์แล้วไพเราะ สบายใจ โล่งใจ เลยไปทำซีดีบทสวดมนต์ไม่ว่าจะเป็นบทอิติปิโสถวายพรพระ คาถาชินบัญชร บทแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ บทแผ่ส่วนกุศล ใส่เป็นดนตรีด้วย แจกจ่ายไป 4-5 หมื่นแผ่นให้คนไปฟังไปฝึกสวด”
“แต่ที่สำคัญต้องมีขันติบารมี เราจะโกรธคนได้ไหมวันนี้เป็นสิ่งทดสอบผมมากนะ ผมนั่งฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของหมอวรงค์ (เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์) ที่อภิปรายเรื่องจำนำข้าวแล้วมาโยงกับผู้ช่วยภรรยาผม ผมก็คิด ไอ้นี่ จะเอายังไงกับกูวะ (หัวเราะ) อุตส่าห์อยู่เงียบๆ แล้วยังมาแบบนี้อีก คราวก่อนก็เคยว่าเราครั้งหนึ่งแล้วว่าเบ่งขึ้นเครื่องบินฟรี กล่าวหากันหมิ่นประมาทขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์เต็มไปหมด
...มาครั้งนี้เขาก็พยายามพูดถึงเราให้ได้ ผมก็พยายามที่จะอดกลั้น ฟังด้วยความอดทน ฟังแล้วเฉยๆ ไม่อยากตอบโต้อะไร แต่แน่นอนในทางการเมืองมันเสียหาย ก็เลยแถลงข่าวยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ก็ยังยึดว่าความจริงมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราชนะ เรื่องนี้คนพูดเขารู้ดีว่าจริงหรือไม่ ละอายใจแค่ไหนเขารู้ ในใจเราก็พยายามคิดว่านั่นเป็นหน้าที่ เป็นบทบาททางการเมืองของเขา บางครั้งเราก็ต้องให้เขาเหยียบบ้าง ถ้าเราอดกลั้นได้ก็ต้องทน แล้วก็มีขันติ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน ไม่ไหวหรอก ผมบุกไปแน่ แหลกคาสภาเลย (หัวเราะ) เพราะถ้าพาดพิงถึงมา ผมก็ต้องรักษาสิทธิของผมอยู่แล้ว”
“เพราะฉะนั้นพอเราได้เรียนทางธรรมมา เราก็มีขันติ มีความเมตตา มีความเข้าใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น แล้ววางตัวให้เป็นกลาง มีอุเบกขา อย่าทำใจให้แกว่ง ต้องทำใจให้นิ่ง อย่าหวั่นไหวกับสิ่งที่มันเข้ามากระทบ เรามีเมตตาธรรม ขันติบารมี มีสัจจะบารมีในการที่เราจะประคองตนอยู่ในกรอบ อยู่ในศีล อยู่ในสิ่งที่มันดีงามต่อสังคม เราก็ต้องยึดถือให้เป็นสัจจะ เป็นสรณะในการที่จะนำสิ่งนี้ทั้งหมดเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตของเราอย่างมีความสุข”
ช่วงหนึ่งเจ้าตัวเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าเคยรอดพ้นจากคมกระสุนจริงในภารกิจจับตาย ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ในเหตุการณ์การเมืองเมื่อปี 2553 อริสมันต์ ยืนยันว่า สมเด็จพระนเรศวรฯ และหลวงพ่อฉุย เพชรบุรี ที่ห้อยคอไว้นำพาเขารอดพ้นจากกระสุนเอ็ม 16 ของเจ้าหน้าที่ที่กราดยิงเข้ามาในห้องพัก จนเขาต้องกระโจนตัวหนีอันเป็นที่มาของฉาก “กี้ร์โรยตัว” จนดังกระฉ่อนเมือง
อริสมันต์ เผยว่า ประสบการณ์เรื่องเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นอีกครั้ง ระหว่างนั่งรถทัวร์เพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินโดยสารกลับจากอินเดียสู่ประเทศไทย ระหว่างทางที่จอดพักมี เปรต 4 ตนมาล้อมขอส่วนบุญ
“วันที่ผมเดินทางกลับจากพุทธคยามานั่งเครื่องบินที่กัลกัตตา นั่งรถออกไปประมาณ 1 ทุ่ม ซึ่งทางไกลมาก แล้วทางมันแคบและอันตรายมาก คนขับก็ขับไม่ไหวเลยจอดนอน 2 ครั้ง ครั้งแรกผมก็หลับไม่รู้สึกอะไร ไปจอดอีกครั้งประมาณตี 5 กว่า ผมก็ตื่นแล้ว แต่ขณะที่ผมนั่งอยู่ ลองนึกดูรถทัวร์มันก็สูงใช่ไหม ปรากฏมีเปรต 4 ตนโน้มตัวลงมาหาผม ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าตัวอะไร เพราะมองแล้วมันกลับหัวไง เพราะเขาโน้มตัวลงมา แล้วลักษณะมือก็แบๆ ใหญ่ๆ ปากก็จู๋ๆ หน้าตาแบบดูไม่ได้
...สะกิดเรียกทนายที่นั่งข้างๆ ก็ไม่ยอมตื่น เราก็เลยสวดแผ่เมตตา “อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา (ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข) ท่องให้เขาไปจนกระทั่งบทสวดจบ เราก็บอกขอให้เขาไปเกิดในภพหน้า เป็นมนุษย์อย่างมีความสุข ขอผลบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญครั้งนี้ เปรตทั้งหลายจงได้รับ แล้วก็เจ้ากรรมนายเวรอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
...ขณะที่เราท่องเสร็จปุ๊บ ตัวมันค่อยๆ ย่อเล็กลงมา เขาใส่ชุดขาว ใส่หมวกกลมๆ คล้ายๆ เรือใบ แล้วก็เดินพนมมือผ่านผมไป 4 คน ผมก็มาเล่าให้หลวงพ่อพระพรหมเมธีฟัง (ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์) ซึ่งท่านเดินทางไปด้วย หลวงพ่อก็บอกว่าหลวงพ่อก็เคยเห็น เคยพบ คนที่ปฏิบัติบำเพ็ญบุญกุศลมาถึงขั้นนี้ จะเป็นคนเนื้อหอม เปรต ผี วิญญาณพเนจรทั้งหลายมักจะมาขอส่วนบุญ เพราะว่าเขารู้ว่าขอจากเราแล้วเขาได้”







