
7ธุรกิจรุ่งลงทุนหุ้นมีเสียว
ปี 2555 กำลังผ่านไป ปีใหม่กำลังย่างก้าวเข้ามา บรรดาพ่อค้านักธุรกิจ ต่างนึกคิดว่าธุรกิจอะไรที่มีโอกาสสดใสในปีหน้า
ปี 2555 กำลังผ่านไป ปีใหม่กำลังย่างก้าวเข้ามา บรรดาพ่อค้านักธุรกิจ ต่างนึกคิดว่าธุรกิจอะไรที่มีโอกาสสดใสในปีหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่าจะมี 7 ธุรกิจที่ได้รับปัจจัยหนุนเฉพาะมาเป็นแรงขับเคลื่อนให้สามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่นในปี 2556 ได้แก่1.อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่คาดว่าจะทำลายสถิติด้วยยอดผลิต 2.5-2.6ล้านคัน จาก 2.4 ล้านคันในปีนี้
2.ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคมที่จะคึกคักจากระบบ 3จี คาดว่าจะมีมูลค่าการตลาดเป็น 2.14 แสนล้านบาท จาก 1.88 แสนล้านบาท
3.ธุรกิจทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีที่จะมีการประมูลใบอนุญาตในเดือน ม.ค.และ มี.ค.ปีหน้า จะทำให้ฟรีทีวีต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อรองรับดิจิตอลทีวีและคาดว่าผู้ชมจะเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก
4.อุตสาหกรรมก่อสร้างที่จะเติบโตตามภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชื่อว่าจะมีมูลค่าการก่อสร้างร่วม 1.01 ล้านล้านบาท
5.ธุรกิจขนส่งที่จะขยายตัวตามการส่งออกทั้งบนบกและสายการบิน โดยน่าจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 5.6 แสนล้านบาท
6.ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่จะมีการควบรวมกิจการเพื่อรองรับการเป็นฮับสุขภาพและจะมีการแข่งขันบริการสำหรับคนมีรายได้สูง จนทำให้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.14 แสนล้านบาท
7.อุตสาหกรรมยางพาราที่ราคาเริ่มดีดตัวสูงขึ้นมากจนน่าจะทำให้การส่งออกของไทยทะลุ 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐจาก 8,740 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้
นี่คือธุรกิจดาวเด่นที่ชวนติดตาม
ขณะที่ตลาดหุ้นตลาดทุนนั้นปิดตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2555 ที่ระดับ 1,391.93 จุด ซึ่งถ้าเทียบดัชนีสิ้นปี 2554 เพิ่มขึ้นถึง 36% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดถึง 11.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 41%
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นทั้งปี 7.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีการซื้อขายกันแค่ 7 ล้านล้านบาท
นักลงทุนที่ซื้อหุ้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดตลาดจนถึงปิดตลาดวันสุดท้ายของปี ได้กำไรจากการลงทุนสูงถึง 36%
เรียกว่าสูงมากหากเทียบการลงทุนทองคำแท่งที่ให้ผลตอบแทนในรูปเงินเหรียญสหรัฐเพียง 6% และผลตอบแทนในรูปเงินบาทเพียง 2%
หุ้นที่โดดเด่นทั้งราคาและผลตอบแทน ยังจำกัดวงแคบอยู่ในกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะครอบครัว ปตท. กลุ่ม สถาบันการเงิน และหุ้นขนาดกลาง
ในสภาวะที่เงินทุนต่างประเทศทะลักเข้ามาอย่างหนักหน่วงนับตั้งแต่ต้นปี แต่สุดท้ายต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิเพียงแค่ 7.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ ในปีหน้าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหน เพราะยังมีเค้าให้เห็นว่าเงินทุนต่างชาติยังดาหน้ามายังประเทศในกลุ่มเอเชีย
บรรดาโบรกเกอร์มืออาชีพต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า ในปี 2556 การลงทุนในตลาดหุ้นไทยอาจมีความสุ่มเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากเงินทุนต่างชาติพร้อมที่จะเข้ามาและขนเงินออกไปตลอดเวลา
ดังนั้น นักลงทุนต้องตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงในการลงทุนให้ดี
มีการประเมินกันว่าเปิดตลาดในเดือน ม.ค. 2556 ดัชนีหุ้นจะอ่อนตัวลง เพราะมีเงินทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ครบกำหนดไถ่ถอนจำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท ที่มีต้นทุนในการซื้อหุ้นราคาถูกที่ระดับ 670 จุด จะพากันเทขายออกไปเพื่อทำกำไร
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่า นักลงทุนต้องจับตาดูแรงขายของ LTF ที่ผู้ถือหน่วยถือลงทุนครบ 5 ปีปฏิทิน ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกดัชนีเฉลี่ยอยู่ที่ 674 จุด ซึ่งมีกำไรเท่าตัว โดยคาดว่ามีมูลค่าร่วม 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมักจะมีแรงขายออกในเดือน ม.ค.ก.พ. จำนวนมาก
“ปัจจุบันราคาหุ้นขึ้นมาแพง โดยสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 15.7เท่าแล้ว ปีหน้าดัชนีน่าจะอยู่ที่ 1,422-1,523 จุด ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติว่าจะไหลเข้ามามากน้อยแค่ไหน โดยหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนเน้นหุ้นปันผล” เทิดศักดิ์ ให้คำแนะนำ
ข้อวิตกของโบรกเกอร์รายนี้สอดคล้องกับ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่บอกว่า รู้สึกไม่สบายใจ เพราะหุ้นบางตัวปรับขึ้นไปเท่ากับระดับเดียวกับหุ้นในภูมิภาคเอเชีย จนบางตัวมีสัดส่วน พี/อี สูงถึง 40 เท่า
อัตราดังกล่าวสะท้อนว่า บริษัทนั้นต้องทำกำไรให้ได้ถึงปีละ 30-40% จึงจะคุ้มกับราคาหุ้นที่ซื้อ ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องดูว่าโอกาสที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะทำได้ในระดับนั้น มีความเป็นไปได้แค่ไหน
หุ้นที่บรรดาโบรกเกอร์ต่างให้คำแนะนำเป็นหุ้นกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หุ้นกลุ่มสื่อสารที่จะได้ประโยชน์จาก 3จี
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคที่ได้รับประโยชน์จากค่าแรง 300 บาท การลดภาษีบุคคลธรรมดา
ขณะเดียวกันนั้น ใครที่สนใจกองทุนวายุภักษ์ 2 นั้น กระทรวงการคลังจะเปิดขายกองทุนในวงเงินร่วม 5 แสนล้านบาท โดยจะปรับเพิ่มมาเป็นกองทุนเปิดเพื่อความคล่องตัวในการซื้อขายเปลี่ยนมือ
กองทุนนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดือน ม.ค.และเปิดขายเดือน เม.ย.เพื่อนำที่ได้้ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ เชื่อว่าระดับอัตราผลตอบแทน 6% นั้นเย้ายวนใจไม่ใช่น้อย







