posttoday
มหาดไทยที่พึ่งสุดท้าย 24 ล้านเสียง

มหาดไทยที่พึ่งสุดท้าย 24 ล้านเสียง

26 ธันวาคม 2555

แม้จะยังไม่มีมติชัดเจนว่า รัฐบาลจะเลือกใช้วิธีจัดประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ให้สามารถลงวาระ 3 ต่อได้

แม้จะยังไม่มีมติชัดเจนว่า รัฐบาลจะเลือกใช้วิธีจัดประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ให้สามารถลงวาระ 3 ต่อได้

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

แต่คณะทำงานศึกษาแนวทางการทำประชามติ ที่มี วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รวมถึง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม และ อัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำประชามติ โดยให้ทำตั้งแต่ศึกษาการจัดทำประชามติครั้งที่แล้ว ใช้ผลของการจัดเวทีประชาเสวนา เพื่อตั้งคำถาม รวมถึงกำหนดแนวทาง ว่าจะจัดประชามติอย่างไร

เท่านั้นยังไม่พอ กระทรวงคลองหลอด ในฐานะที่คุมผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) นายอำเภอ ไปจนถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังได้รับมอบหมายให้ใช้ทุกกลไกคอสิงห์เหล่านี้ ลงไปเคาะประตูบ้าน แจกเอกสารทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องการลงประชามติ ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และในวันลงประชามติ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ก็ยังต้องรับหน้าที่อำนวยความสะดวกให้คนไปลงประชามติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย

แม้จะสุ่มเสี่ยงว่าจะโดนฝ่ายตรงข้าม ร้องเรียนว่าผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 165 หรือไม่ แต่เรื่องนี้กุนซือใหญ่ที่ดูแลเรื่องกฎหมายของรัฐบาล ศึกษามาแล้วว่า สามารถทำได้ และการลงประชามติครั้งก่อน เมื่อปี 2550 นั้น รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เคยทำมาก่อน จึงอย่าได้แปลกใจว่า ช่วงนี้กระทรวงมหาดไทยจะประชุมมอบนโยบายกันบ่อย เพราะต้องเช็กให้ได้ว่า ขุมกำลังที่มีอยู่ทุกภาคส่วนนั้น สามารถระดมคนได้มากน้อยแค่ไหน และเมื่อถึงเวลาจริง จะสามารถระดมคนได้ถึงเป้าหรือไม่

เพราะรัฐบาลเล็งเห็นแล้วว่า เป้าหมายที่จะให้มีผู้ร่วมออกเสียงลงประชามติถึง 24 ล้านเสียงนั้น ไม่ใช่เรื่องหมูๆ อย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยที่โบนันซ่า เขาใหญ่ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา หากไม่ใช้สรรพกำลัง หรือกลไกรัฐเข้าร่วมก็ยากที่จะไปให้ถึงดวงดาว

แต่กลไกของกระทรวงมหาดไทย ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผลเสมอไป หากจำกันได้ การเลือกตั้งครั้งก่อน เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 นั้น พรรคภูมิใจไทย ก็ใช้กลไกมหาดไทยทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้เสียงเลือกตั้งมากพอที่จะตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ จนแล้วจนรอด ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น

โชคดีก็ที่ว่า รัฐบาลจะได้ใช้กลไกมหาดไทย ลองจัด เวทีประชาเสวนา 108 เวทีทั่วประเทศ ที่จะเริ่มต้นขึ้นกลางเดือน ม.ค.ก่อน เพื่อเป็นตัวทดสอบก่อนว่า กลไกฝ่ายปกครองนั้น ทำงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ และคำตอบที่ประชาชนเสวนากันนั้น จะตรงกับธงที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้หรือเปล่า

จับสัญญาณจากทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังรัฐบาล ก็จะพบว่า มีความพยายามกดดันลงไปยัง จารุพงศ์ ที่อยู่ในเสื้อคลุมของ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างหนัก เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์จากเวทีประชาเสวนาเป็นไปอย่างที่หวัง และทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการออก พ.ร.บ.ปรองดอง เป็นไปอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการ เพื่อปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีก 1 สมัย หรือผลพลอยได้สำคัญ อาจทำให้นายใหญ่ได้กลับบ้านก็เป็นได้

ช่วงนี้หากใครผ่านไปแถวๆ คลองหลอด ก็จะเห็นวอร์รูมทำงานกันอย่างเข้มข้น นำโดยเจ้ากระทรวงและทีมงานอย่าง ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการ มท.1 และ น.ต.ศิธา ทิวารี ที่ปรึกษา มท.1 ที่ลงมาดูรายละเอียดด้วยตัวเอง

ส่วนในภาควิชาการนั้น ก็มอบหมายให้ สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เจ้าพ่อสวนดุสิตโพลล์ รับหน้าที่ออกแบบวิธีการเสวนา เรื่อยไปจนถึงวิธีการหาตัวอย่างกลุ่มอาชีพเข้าร่วมเวทีใน 76 จังหวัด บวกกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงการอบรมวิทยากรปฏิบัติการที่ใช้ในการทำความเข้าใจกับชาวบ้านด้วย จนได้เกณฑ์ออกมาว่า จะใช้วิธีสุ่มเลือกตามกลุ่มอาชีพ 80% และให้เขียนใบสมัครเข้ามา 20%

น่าสังเกตก็ตรงที่ก่อนหน้านี้ จารุพงศ์ ยืนยันกับสังคมว่า กระทรวงมหาดไทย จะไม่เข้าไปยุ่งกับกระบวนการ แต่จะเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่เท่านั้น กระนั้นเองเมื่อเวลางวดเข้า และมีเรื่องประชามติเข้ามาแทรกซ้อน สัญญาณจาก จารุพงศ์ ก็เปลี่ยนไปชัดเจน ในการมอบนโยบายของกรมการปกครองให้กับปลัดจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.

“นายอำเภอจะต้องทำความเข้าใจและสร้างความปรองดอง รวมถึงทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมือของพวกเรา ดังนั้นในการเตรียมความพร้อมการทำประชาเสวนา ขอให้พิถีพิถัน โดยเฉพาะการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ขอให้ได้คนที่มีความรู้ มีความตั้งใจจริง มีศักยภาพ และได้รับการยอมรับ มาร่วมระดมสมอง อย่าสักแต่หลับหูหลับตาไปหาคนมาให้ครบๆ คนไม่มีสมองไม่ต้องเอามา มันเป็นทางที่จะให้บ้านเมืองไปรอด” คือคำพูดของเจ้ากระทรวงคลองหลอดวันนั้น

สะท้อนชัดว่ารัฐบาล หวังใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย เข้ามาคัดเลือกคนในการแสดงความคิดเห็น ผ่านเวทีที่ควรจะเป็นกลาง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ชุดที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน แต่จนแล้วจนรอด ก็ทนความซับซ้อนของกระบวนการคัดเลือก และเงื่อนเวลาไม่ไหว จำต้องใช้เจ้าหน้าที่รัฐเชิญชวนประชาชนแทน

กระนั้น ก็มีเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง นพดล กรรณิกา เจ้าพ่อเอแบคโพลล์ออกมาเตือนว่า หากมีการจัดตั้งคนเข้ามา ลานเสวนาจะกลายเป็นลานมวย ที่ทั้งสองฝ่ายประชันความคิดเห็นอย่างหนัก และจะไม่ได้ทางออกอย่างที่รัฐบาลตั้งใจ สุดท้ายคำตอบของประชาเสวนา ที่รัฐบาลคาดหวังจะนำไปเป็นคำถามของประชามติ ก็จะถูกตั้งคำถามในเรื่องความเป็นกลางอย่างหนักหน่วง

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะใช้กลไกมหาดไทยดูแลเข้มงวดทุกวิถีทาง เพราะเกมประชามติ และประชาเสวนา ไม่ใช่การเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยถนัดและเคยชนะมาทุกครั้ง แต่เต็มไปด้วยรายละเอียด และข้อกฎหมาย ที่ฝ่ายตรงข้ามร้องเรียนได้ทุกเม็ด หากไม่ระวัง เวทีที่มีจุดมุ่งหวังเพื่อความปรองดองทั้งสองเวที จะเป็นกับระเบิด ที่พร้อมให้รัฐบาลสะดุดได้ทุกขั้นตอน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI