
ความท้าทายแห่งอนาคตด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน
เรายังอยู่กันเกี่ยวกับภาพอนาคตของโลกและไทย ซึ่งมี 3 เรื่องหลักที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 1.พลังงาน 2.น้ำ 3.อาหาร ซึ่งฉบับที่แล้วผมวาดภาพเรื่องพลังงานให้ลองพิจารณากัน วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องน้ำต่อนะครับ
เรายังอยู่กันเกี่ยวกับภาพอนาคตของโลกและไทย ซึ่งมี 3 เรื่องหลักที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 1.พลังงาน 2.น้ำ 3.อาหาร ซึ่งฉบับที่แล้วผมวาดภาพเรื่องพลังงานให้ลองพิจารณากัน วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องน้ำต่อนะครับ
ปัจจัยขับเคลื่อนด้านน้ำ โดยที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น โดยการคาดการณ์ขององค์การ UNESCO ได้ประมาณการการใช้น้ำในปี พ.ศ. 2568 ไว้ว่า ทั่วโลกจะมีความต้องการใช้น้ำทั้งหมดประมาณ 5,235 ลบ.กม. แต่สามารถใช้น้ำได้ประมาณ 2,764 ลบ.กม. (ใช้ปี 2538 เป็นปีฐาน)
ทั้งนี้ความต้องการใช้น้ำของโลกนั้นขึ้นอยู่กับการขยายตัวในทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวของชุมชน UNESCO คาดการณ์ว่า ในปี 2568 ความต้องการใช้น้ำภาคการเกษตรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 เท่า ภาคอุตสาหกรรม 1.5 เท่า และภาคครัวเรือน 1.8 เท่า จากปี 2538 โดยภาคการเกษตรมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดกว่า 66% ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมด
สถาบันจัดการน้ำระหว่างประเทศ (International Water Management Institute : IWMI) คาดการณ์ว่าในปี 2593 น้ำในโลก 7% จะถูกใช้ในภาคเกษตรเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชากรที่จะเพิ่มเป็น 8,900 ล้านคน ในปี 2593 (ค.ศ. 2050) จาก 6,000 ล้านคนในปัจจุบัน
ปัญหาการขาดแคลนน้ำของโลกจะเพิ่มในหลายพื้นที่ โดยที่ UNESCO คาดการณ์ว่า ปี 2568 จะมีภูมิภาคต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำที่ได้ใช้จริงอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและแอฟริกา หากพิจารณาจากแผนที่ จะพบว่าประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่จะมีน้ำใช้ประโยชน์ได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย
สถาบัน IWMI ได้ประมาณการว่าประมาณปี 2568 (ค.ศ. 2025) ประชากรโลก 2 ใน 3 (4,000 ล้านคน จาก 48 ประเทศ) จะเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนน้ำ ซึ่งรายงานขององค์การสิ่งแวดล้อมโลก (United Nations Environment Program : UNEP) ชี้ให้เห็นว่าปริมาณน้ำที่สามารถจัดให้แก่คน 1 คน โดยเฉลี่ยจะพบว่ามีสัดส่วนลดลงตามลำดับ คือ ลดจาก 1.7 หมื่นลูกบาศก์เมตร/คน ในปี 2493 เป็น 9,000 ลูกบาศก์เมตร/คน ในปี 2533 และคาดว่าน่าจะเหลือเพียง 5,000 ลูกบาศก์เมตร/คน ในปี 2563
ขณะที่ในปี 2563 โลกต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นอีก 50% โดยมีที่ดินในการผลิตน้อยลงมีน้ำให้ใช้น้อยลง และต้องใช้พลังงานน้อยกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วยกรณีประเทศไทย
ด้านสภาพัฒน์ คาดการณ์ว่าในอนาคต 20 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2572 (จากปี 2552) ประเทศไทยจะขาดแคลนน้ำกว่า 21,017 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะประสบวิกฤตน้ำอย่างรุนแรงหากไม่มีการกำหนดมาตรการป้องกัน เนื่องจากความจำเป็นในการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น และคาดการณ์ว่าจะขาดแคลนน้ำประมาณ 53.6% ของความต้องการ มีสาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของประชากร
สำหรับในพื้นที่ชลประทานของประเทศไทยในอนาคตต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ หากยังไม่ปรับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการชลประทานทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่พบว่าประเทศไทยมีความจุเก็บกักน้ำที่ใช้การได้รวมทั้งสิ้น 51,801.27 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดเป็นเพียง 6.95% ของปริมาณน้ำทั้งหมด (ข้อมูลปี 2550)
นี่คือปัญหาเรื่องน้ำที่รัฐบาลจะต้องหาทางวางแผนจัดการไว้ล่วงหน้า







