posttoday
ไป "ระรึกชาติ" ที่ศรีลังกา (4)

ไป "ระรึกชาติ" ที่ศรีลังกา (4)

25 ธันวาคม 2555

ช่วงห้าปีแรกของชีวิต “อนาคาริก” ท่านธรรมปาละอาศัยอยู่ที่ “พุทธเทววิทยาสมาคม” ในกรุงโคลอมโบ ได้รับการสนับสนุนด้านความเป็นอยู่จากปู่และผู้อุปถัมภ์สมาคมจำนวนหนึ่ง ท่านทำงานหนักมากวันละ 15-16 ชั่วโมง ตั้งแต่ทำความสะอาดห้อง เขียนจดหมายโต้ตอบและส่งไปรษณีย์ เป็นล่าม เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ปรึกษาหารือเรื่องนโยบายกับบรรณาธิการวารสาร ตรวจบรู๊ฟสัมภาษณ์ผู้มาเยี่ยม เขียนจดหมายเชิญชวนให้ไปเยี่ยมสำนักงาน เชิญชวนบริจาค ต้อนรับทุกคนไม่ว่านักเรียนหรือนักปราชญ์ มั่งมีและยากจน ท่านเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ทุกคำพูดชัดเจน ซื่อๆ จับใจผู้ฟัง ท่านยังช่วยสมาคมตั้งโรงเรียน เผยแผ่ธรรมะ จนกระทั่งสมาคมเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

ช่วงห้าปีแรกของชีวิต “อนาคาริก” ท่านธรรมปาละอาศัยอยู่ที่ “พุทธเทววิทยาสมาคม” ในกรุงโคลอมโบ ได้รับการสนับสนุนด้านความเป็นอยู่จากปู่และผู้อุปถัมภ์สมาคมจำนวนหนึ่ง ท่านทำงานหนักมากวันละ 15-16 ชั่วโมง ตั้งแต่ทำความสะอาดห้อง เขียนจดหมายโต้ตอบและส่งไปรษณีย์ เป็นล่าม เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ปรึกษาหารือเรื่องนโยบายกับบรรณาธิการวารสาร ตรวจบรู๊ฟสัมภาษณ์ผู้มาเยี่ยม เขียนจดหมายเชิญชวนให้ไปเยี่ยมสำนักงาน เชิญชวนบริจาค ต้อนรับทุกคนไม่ว่านักเรียนหรือนักปราชญ์ มั่งมีและยากจน ท่านเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ทุกคำพูดชัดเจน ซื่อๆ จับใจผู้ฟัง ท่านยังช่วยสมาคมตั้งโรงเรียน เผยแผ่ธรรมะ จนกระทั่งสมาคมเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

เมื่อปี 2429 พ.อ.ออลคอตต์ และเพื่อนสหธรรมิก มารณรงค์หาเงินบริจาคในศรีลังกา โดยเตรียมตระเวนไปทั่วประเทศ ท่านต้องการล่าม ขณะนั้นท่านธรรมปาละทำงานเป็นเสมียนในกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อทราบความประสงค์ของ พ.อ.ออลคอตต์ ท่านจึงลาออกจากงาน เดินทางไปพบปะประชาชนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ท่านมีโอกาสเป็นล่ามให้ พ.อ.ออลคอตต์ ทำให้ได้โอกาสเรียนรู้ทั้งพระพุทธศาสนา วิธีการรณรงค์ และรู้จักผู้คนมากมาย ได้เห็นการพบกันระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิม กับความรู้สมัยใหม่ ประเพณีเก่าและวิถีชีวิตแบบใหม่

หลังจากนั้นท่านได้ร่วมตั้งสำนักพิมพ์และออกวารสารเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นภาษาอังกฤษ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีการศึกษาในศรีลังกา และเผยแพร่ออกไปยังยุโรป อเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ปี 2430 ท่านอ่านพบเรื่องของญี่ปุ่นในวารสารฉบับหนึ่งทำให้อยากไปเยือนแดนอาทิตย์อุทัย โอกาสนี้มาถึงสองปีต่อมาเมื่อชาวพุทธในญี่ปุ่นต้องการเชิญ พ.อ.ออลคอตต์ ไปเยือน ขณะที่คณะที่จะมาพา พ.อ.ออลคอตต์ เดินทางจากศรีลังกาได้พบท่านธรรมปาละ เกิดความประทับใจ จึงเชิญท่านไปเยือนญี่ปุ่นด้วย เมื่อปี 2432 ขณะนั้นท่านอายุได้ 25 ปี การประกาศอุทิศชีวิตเพื่อปณิธานอันแรงกล้าที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นในโลก ทำให้พุทธศาสนิกชาวญี่ปุ่นประทับใจท่านมาก ซึ่งมีผลดีต่อการทำงานในเวลาต่อมา

สองปีต่อมาท่านมีโอกาสไปเยือนอินเดียครั้งแรก โดยไปที่สารนาถเป็นปฐม และต่อมาไปที่พุทธคยา ท่านต้องเศร้าสลดใจอย่างมากที่เห็นความทรุดโทรมของพุทธสังเวชนียสถานทั้งสองแห่ง เพราะพุทธศาสนาได้ปลาสนาการไปจากอินเดียนานแล้ว ปูชนียสถานต่างๆ จึงเกือบไม่มีใครเหลียวแล และทันทีที่หน้าผากท่านสัมผัสกับพระแท่นวัชรอาสน์ที่ประทับที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านเกิดความรู้สึกวาบขึ้นในหัวใจว่า สถานที่นี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหนือสถานที่ใดในโลกสำหรับชาวพุทธ และท่านมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลสถานที่แห่งนี้ จะปล่อยให้อยู่ตามยถากรรมต่อไปไม่ได้

ณ เวลานั้น ท่านไม่สนใจว่าสถานที่แห่งนั้นจะตกอยู่ภายใต้การครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ในฐานะที่เป็นชาวพุทธท่านมีทั้งหน้าที่และสิทธิที่จะเข้าไปอยู่ที่นั่นและพิทักษ์ปกป้องสถานที่แห่งนั้น

ทันทีนั้นท่านได้สอบถามท่านโคเซน พระภิกษุชาวญี่ปุ่นที่ร่วมเดินทางไป ว่าจะอยู่เพื่อดูแลที่นั่นร่วมกันหรือไม่ ท่านโคเซนตอบรับด้วยความยินดี นับจากนั้น คือจุดเริ่มต้น “งานชีวิต” ของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ที่มุ่งมั่นนำพุทธสังเวชนียสถานแห่งนี้กลับมาเป็นของชาวพุทธ เป็นงานที่ท่านต้องต่อสู้ด้วยความยากลำบากตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ในชีวิตที่เหลือ และตราบจนลมหายใจสุดท้าย สังเวชนียสถานแห่งนั้นก็ยังมิได้กลับมาเป็นของชาวพุทธ วันนั้นเป็นวันที่ 22 ม.ค. 2434 ขณะท่านมีอายุได้ 27 ปี

เวลานั้นที่นั่นมีบ้านพักของผู้แสวงบุญที่พระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่าทรงสร้างไว้ราว 20 ปีมาแล้ว ท่านได้รับอนุญาตให้เข้าพักที่นั่น ท่านเริ่มงานโดยเขียนจดหมายนับพันฉบับถึงผู้คนมากมายในศรีลังกา พม่า และอินเดีย เล่าถึงความชำรุดทรุดโทรมของพุทธคยา เรียกร้องให้มีการช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ ท่านเขียนบทความทั้งในภาษาสิงหล และภาษาอังกฤษ เผยแพร่ในวารสาร

หลายวันผ่านไป ไม่มีจดหมายตอบกลับมาสักฉบับ เงินที่มีอยู่ก็เหลือน้อยเต็มที แต่ท่านก็ไม่สิ้นหวัง คืนวันที่ 17 ก.พ. เวลาเที่ยงคืน ภาพของพระเจดีย์ที่มีแสงดาวระยิบระยับเป็นฉากหลัง สร้างความสงบในจิตใจให้แก่ท่านอย่างดี ทำให้ท่านรำลึกถึงพระพุทธองค์ซึ่งทรงค้นพบพระอริยสัจสี่และมรรคมีองค์แปด จนพามนุษย์ไปสู่ความสุขได้ หลังจากนั้นจดหมายตอบกลับก็เริ่มมาถึง พร้อมเงินบริจาคที่จะช่วยให้ทำงานต่อไปได้

แต่ข่าวร้ายก็คือ ท่านได้รับแจ้งจากผู้ว่าการ (Collector) เมืองคยาว่า บริเวณที่ตั้งของพุทธสังเวชนียสถานทั้งหมด มิได้เป็นของรัฐบาล แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของสวามีมหันต์ ซึ่งเป็นฮินดู และเป็นผู้มีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของรัฐพิหาร นั่นแปลว่า การนำสถานที่แห่งนี้มาเป็นของชาวพุทธเป็นเรื่องยากยิ่งแล้ว

ท่านธรรมปาละตัดสินใจเดินทางไปกัลกัตตาเพื่อระดมเงินบริจาค แต่ไม่สำเร็จ ต่อมาจึงไปพม่าเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดท่านก็เดินทางกลับไปตั้งหลักที่ศรีลังกา

ชัดเจนว่างานในปณิธานของท่าน จะทำโดยลำพังไม่ได้แล้ว จะต้องสร้างองค์กรขึ้นมาช่วยกันทำงาน ในที่สุดท่านก็ชักชวนผู้สนใจมาร่วมกันก่อตั้ง “มหาโพธิสมาคม” ขึ้นที่กรุงโคลอมโบจนสำเร็จ สมาคมแห่งนี้ต่อมามีสาขาเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ยังดำเนินงานสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน และมีอนุสาวรีย์ท่านธรรมปาละเป็นสีทองอร่ามยืนเด่นสง่าหน้าสมาคม อันเป็นที่ศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่ธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็งมาจนทุกวันนี้ และยังเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุของพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตรด้วย

ขณะตั้งมหาโพธิสมาคมแห่งแรก ท่านธรรมปาละมีอายุได้ 29 ปี ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคม มีท่านสุมังคลาเถระเป็นองค์ประธาน พ.อ.ออลคอตต์ เป็นผู้อำนวยการ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI