
ข้อตกลงการค้าเสรีทวีปเอเชีย
ถ้ากล่าวถึงข้อตกลงการค้าเสรี หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreements/Areas) หลายๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลกคงจะให้ความสนใจกันเป็นจำนวนไม่น้อย เนื่องจากในรอบสิบปีที่ผ่านมารวมทั้งในรอบอีกไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีข้างหน้า โลกแห่งการค้าเสรีจะตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามข้อตกลงการค้าเสรีแทบทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นวิธีการทางการค้าที่สะดวกต่อประเทศคู่ค้า
ถ้ากล่าวถึงข้อตกลงการค้าเสรี หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreements/Areas) หลายๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลกคงจะให้ความสนใจกันเป็นจำนวนไม่น้อย เนื่องจากในรอบสิบปีที่ผ่านมารวมทั้งในรอบอีกไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีข้างหน้า โลกแห่งการค้าเสรีจะตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามข้อตกลงการค้าเสรีแทบทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นวิธีการทางการค้าที่สะดวกต่อประเทศคู่ค้า
ถึงแม้กระบวนการในการเจรจาเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของประเทศที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการเจรจาจะไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมากนักก็ตาม แต่เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้นแล้วการปฏิบัติจะเป็นไปตามระเบียบแบบแผนตามข้อตกลงและจะช่วยขยายปริมาณการค้าระหว่างประเทศคู่เจรจาได้อย่างมากมายมหาศาลเป็นเงาตามตัว
หลายท่านอาจจะถามว่าทำไมต้องมีเอฟทีเอหรือข้อตกลงการค้าเสรี คำตอบที่ง่ายที่สุดได้แก่ เพื่อเป็นการลดภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้า บริการรวมทั้งการค้าขายในรูปแบบอื่นๆ ระหว่างประเทศคู่ค้าทุกฝ่ายให้มากที่สุดจนกระทั่งเป็นศูนย์ ทำให้สะดวกต่อการค้าขาย การกำหนดและควบคุมต้นทุนในการดำเนินการ รวมทั้งเป็นการดึงให้ทุกประเทศทั่วโลกเข้าสู่กฎ กติกา มารยาททางการค้าในแบบมาตรฐานสากลเดียวกันเพื่อป้องกันการเอาเปรียบทางการค้าระหว่างประเทศซึ่งกันและกัน
ประเภทของการเอฟทีเอโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) เอฟทีเอแบบทวิภาคี หมายความว่า เป็นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสองประเทศ หรือเป็นการเจรจาระหว่างหนึ่งประเทศกับอีกหนึ่งฝ่าย (หลายประเทศ) หรือการเจรจาระหว่างกลุ่มต่อกลุ่ม เช่น การเจรจาเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับอินเดีย อินเดียกับจีน หรือจีนกับสหรัฐอเมริกา จีนกับสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) หรือจีนกับอาเซียน (10 ประเทศ) หรือการเจรจาระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป เป็นต้น และ 2) เอฟทีเอแบบพหุภาคี หมายความว่า เป็นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีแบบหลายประเทศร่วมเจรจาในคราวเดียวกัน เช่น การเจรจาของประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลกในกรอบขององค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ เป็นต้น
การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีสามารถทำได้ในหลากหลายภูมิภาค ขึ้นอยู่กับว่าประเทศคู่เจรจาเหล่านั้นมีถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคใด ส่วนการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในเอเชียของเรามีมาช้านานหลายทศวรรษ แต่ที่มีบูมจริงๆ จะอยู่ในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
จากสถิติของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พบว่าในปี ค.ศ. 2007 มีปริมาณการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในเขตเอเชียแปซิฟิกมากถึง 204 ข้อตกลง โดยแบ่งออกเป็นการเจรจาแบบทวิภาค 156 ข้อตกลง และการเจรจาแบบพหุภาคีอีก 48 ข้อตกลง โดยเอดีบีระบุว่าแนวโน้มการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในเอเชียจะเป็นไปในแบบทวิภาคีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้มากกว่าการเจรจาระดับพหุภาคีและประเทศหรือฝ่ายที่เจรจาแบบทวิภาคีก็มีเพียงแค่ 2 ประเทศ หรือเพียง 2 ฝ่าย ทำให้สามารถควบคุมบรรยากาศการเจรจาและเงื่อนไขการเจรจาได้ง่ายกว่าแบบหลายประเทศหรือหลายฝ่าย
องค์ประกอบที่ทำให้เอฟทีเอหรือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในเอเชียเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก 1) ได้รับแรงกดดันจากกลุ่มเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกลุ่มอื่นๆ นอกภูมิภาค ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันทำให้ประเทศในเอเชียต้องแสวงหามาตรการร่วมกันด้านการป้องกันการเอาเปรียบทางภาษีการค้าระหว่างประเทศจากประเทศนอกกลุ่มภูมิภาคดังกล่าว 2) ความไม่แน่นอนจากการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระดับโลกหรือดับเบิลยูทีโอซึ่งยังไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ในหลายประเด็นทางการค้า เช่น การให้การสนับสนุนสินค้าเกษตรในบางภูมิภาค เป็นต้น 3) ความจำเป็นที่หลายประเทศในทวีปเอเชียต้องพัฒนาศักยภาพการแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและคุณภาพการผลิตสินค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนหรืออินเดียได้อย่างปลอดภัย การรวมตัวกันทางการค้าจะช่วยให้เกิดการผลิตโดยขนาด (Economy of Scale) ช่วยลดต้นทุนการผลิตและส่งผลต่อการกำหนดและควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงจนเกินไปได้
4) การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จแล้วทำให้หลายประเทศในเอเชียต้องเอาเยี่ยงอย่างและไม่สามารถนิ่งเฉยได้ มิฉะนั้นจะเกิดการเสียเปรียบทางการค้า 5) ความจำเป็นทางการค้าที่จะต้องทำการโปรโมต “การค้านอกพรมแดน หรือ Beyond the Border” ระหว่างประเทศเพื่อสร้างมาตรฐานการค้าและระบบภาษีเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อการค้าขายในระยะยาว 6) ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ รวมทั้งกระทั่งประเทศไทยต่างมุ่งสนับสนุนและผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกันอย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย
นอกจากการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศในทวีปเอเชียด้วยกันแล้ว การขยายตัวการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไปยังนอกกลุ่มเอเชียยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจาก 1) ความต้องการขยายตลาดส่งออกสินค้าของแต่ละประเทศในเอเชีย 2) ความต้องการด้านความมั่นคงด้านการพลังงานและการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบทางธรรมชาติอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางการค้าสูง และ 3) ความต้องการด้านความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง โดยการเอาประเทศตนเองไปผูกติดกับกลุ่มประเทศที่มีความเจริญแล้วทางเศรษฐกิจ







