
ประชาเสวนา...เวทีวางมวย
คลุกคลีกับ “เสียงประชาชน” จนเป็นกุนซือด้านโพลอันดับต้นของประเทศ เมื่อให้วิเคราะห์ว่า “ประชามติ”
คลุกคลีกับ “เสียงประชาชน” จนเป็นกุนซือด้านโพลอันดับต้นของประเทศ เมื่อให้วิเคราะห์ว่า “ประชามติ”
จะผ่าทางตันให้สังคมจากวังวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เจ้าพ่อโพลเมืองไทยชี้ชัด “มติ” ของ “ประชาชน” เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถลดความขัดแย้งในสังคมได้ แต่ประชาชนจะออกมาใช้เสียงเกิน 23 ล้านคน ตามเป้าของรัฐบาลหรือไม่นั้น นพดล ระบุว่า ขึ้นอยู่กับบทบาทของ “สื่อมวลชน” ในการกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิของตนเอง
“ผมไม่ได้มองว่าคนไทยเป็น Passive ประมาณว่า ‘...ขอให้บอกมาเถอะ จะไปลงเสียงให้’ แต่คนไทยมีลักษณะ Active ตอบโต้กับข้อมูลที่ส่งมา ฉะนั้น ถ้าสื่อบอกกับสังคมว่าการทำประชามติเป็นหนทางหนึ่งที่ลดความขัดแย้งของผู้คน และจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้างกับประเทศชาติ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็รักประเทศ และอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้น ถ้าสื่อส่งข้อความไปในเชิงสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นเหมือนอาจารย์ของสังคม คนไทยส่วนใหญ่ก็จะออกมาแสดงสิทธิของตนเอง และก็น่าจะเกินครึ่ง”
ส่วนการ “คว่ำประชามติ” นั้น นพดล ไม่เห็นด้วย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ การให้เสียงประชาชนตัดสินเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งของคนในชาติ หากไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ควรจะไปใช้สิทธิว่าไม่เห็นด้วยมากกว่าการที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิลงประชามติ
ไม่เท่านั้น นพดล ยังยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกรณีศึกษาอธิบายให้เห็นข้อดีของ “โพล” บนหลักการที่เขายึดมั่นมาตลอด
“ยกตัวอย่างฝ่ายรัฐบาลบอกว่าให้ไปลงประชามติ อีกฝ่ายบอกคว่ำ นี่ล้วนเป็นการให้สัมภาษณ์ของคนเฉพาะกลุ่มที่ชี้นำสังคม สังคมไทยถูกชี้นำด้วยนักการเมืองที่ออกมาให้สัมภาษณ์ ถูกชี้นำโดยกลุ่มนายทุนที่พูดแต่เอื้อกลุ่มธุรกิจของเขา แม้แต่นักวิชาการก็จะให้สัมภาษณ์ไปตามแต่ละค่ายของตัวเอง แต่การทำโพลจะทำให้เสียงของคนทุกชนชั้นสำคัญ เป็นการส่งเสียงประชาชนออกไปเพื่อให้มีอำนาจการตัดสินใจในสังคมให้ฝ่ายอื่นรับฟังบ้าง”
นอกเหนือจาก “ประชามติ” ผู้กุมบังเหียนเอแบคโพลล์ ยังคาดคะเนทิศทางการจัดทำ “ประชาเสวนา” ของรัฐบาลว่า น่ากังวลตรงที่จะมีการ “จัดตั้งมวลชน” จนนำมาสู่ความโกลาหล และคาดว่าเวทีเสวนาจะกลายเป็น “เวทีมวย” ในที่สุด
“เป็นเรื่องดีที่เปิดโอกาสให้มีการเสวนา เพื่อเป็นกลไกสำคัญทำให้คนตื่นตัวออกมาวิพากษ์วิจารณ์พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เป็นผลดีต่อทิศทางการขับเคลื่อนประเทศ แต่จากประสบการณ์การทำสานเสวนาของเอแบคโพลล์ เราจะใช้ฐานข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ แล้วใช้วิธีสุ่มเลือก เชิญเขาเข้ามาแล้วบอกว่าท่านได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของคนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันที่เวที หากใช้วิธีการนี้มันจะปราศจากอคติ และได้สิ่งที่เป็นความเห็นประชาชนจริงๆ”
“แต่หากใช้วิธีกระจายข่าวออกไปแล้วให้คนเดินเข้ามาเอง จะหนีไม่พ้นการจัดตั้งมวลชนและเฮโลเข้ามาจนเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง อยากย้ำไปยังผู้จัดลานเสวนาว่าถ้าไปประกาศคนจะมาโดยการจัดตั้ง ลานเสวนาจะกลายเป็นเวทีมวยและจะพัง เมื่อพังมันจะเป็นข่าวในทางลบ ทำให้เสียบรรยากาศและจะไม่มีใครอยากออกมา จุดนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก” นพดลคาดการณ์อนาคตของเวทีสานเสวนาที่รัฐบาลหวังสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม
ในสภาวการณ์ที่การเมืองสองฝั่ง อุดมการณ์สองฝ่ายคุกรุ่นทั่วประเทศว่าแรงเคลื่อนไหวอะไรก็ตามในสังคมพร้อมที่จะถูกดึงไปใช้สนับสนุนอีกขั้ว ทำลายอีกข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ผลโพลที่จะถูกสื่อเลือกข้างดึงเนื้อหาแต่ละด้านนำไปใช้พาดหัวข่าวตามจุดยืนของเเต่ละกองบรรณาธิการ นพดล อธิบายภาวะการณ์นี้ว่า Picky
“เวลาผมขึ้นไปพรีเซนต์ในเวทีนานาชาติแล้วพูดคำนี้ ต่างชาติจะพากันฮากันตรึม มันคือการที่สื่อมักจะหยิบประเด็นจากผลโพลเฉพาะด้านที่มันไปแมตช์กับกรอบหรือธีมข่าวของตัวเอง อย่างไรก็ตาม เข้าใจบางสื่อที่บอกว่าพื้นที่มีจำกัด จำเป็นต้องเลือกเนื้อหาได้แค่เพียงบางส่วน แต่ยอมรับว่า จริงๆ แล้วอยากให้สื่อเผยแพร่ผลโพลให้หมดและครบทุกด้าน เพราะจะทำให้ชาวบ้านเข้าใจนักทำโพล และจะช่วยลดช่องว่างไม่ให้อารมณ์และอคติเกิดขึ้นมากนัก”







