
รัฐบาล ผนึก ดุสิตโพลเดินหน้าประชามติเสวนา
แม้ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ลืมว่าหนึ่งเวทีที่ควบคู่กันไปอย่างการจัด
แม้ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ลืมว่าหนึ่งเวทีที่ควบคู่กันไปอย่างการจัด
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
“ประชาเสวนา” เพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การปรองดองเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ก็ยังคงดำรงอยู่และเดินหน้าควบคู่กันไปกับการทำประชามติเช่นเดียวกัน
หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เคยพูดไว้ว่า กระทรวงมหาดไทยจะไม่ลงไปเกี่ยวข้องโดยตรง โดยจะปล่อยให้ภาควิชาการเป็นผู้จัดประชาเสวนาผ่านนักวิชาการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้รวบรวมความคิดเห็นแทน
แต่ถึงขณะนี้ท่าทีจารุพงศ์เปลี่ยนไป เมื่อกรมการปกครองจัดการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการให้แก่ปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ประจำปีงบประมาณ 2556 โดยมีจารุพงศ์มาเป็นประธานด้วยตัวเอง พร้อมทั้งดึงเอาผู้อยู่เบื้องหลังการจัดงานอย่าง สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เจ้าพ่อสวนดุสิตโพล มาเฉลยโมเดลการจัดเวทีประชาเสวนาให้นายอำเภออย่างน่าสนใจ
“อย่าสักแต่หลับหูหลับตาไปหาคนมาให้ครบๆ คนไม่มีสมองไม่ต้องเอามา เพราะการทำประชาเสวนาเป็นหนึ่งในหนทางที่จะให้บ้านเมืองไปรอด เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้ไปตกกับลูกหลาน จึงต้องเร่งแก้ไขให้สำเร็จ” จารุพงศ์ มอบนโยบายอย่างเผ็ดร้อนให้กับนายอำเภอทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ รมว.มหาดไทย ยังขอให้คนไทยมั่นใจได้ว่า จะไม่มีการนำผลประชาเสวนาไปชี้นำการทำประชามติที่อาจเกิดขึ้นใกล้เคียงกันในเดือน เม.ย.ปีหน้า เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 นั้น มีหลักเกณฑ์กำหนดชัดไว้อยู่แล้ว ว่าห้ามรัฐบาลชี้นำการลงประชามติของประชาชน อย่างไรก็ตามจะมีการหารือระหว่างคณะกรรมการจัดงาน 2 ชุด ทั้งประชาเสวนาและประชามติในเร็วๆ นี้ เพื่อให้การทำงาน “บูรณาการ” กัน แต่กระนั้นเอง จารุพงศ์ก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าจะบูรณาการอย่างไร
ขณะที่สุขุม กล่าวถึงกรอบแนวทางในการจัดเวทีประชาเสวนาคร่าวๆ ว่าจะจัดทั้งหมด 108 เวที โดยเป็นเวทีในจังหวัดต่างๆ 76 จังหวัด 100 เวที และในกรุงเทพมหานคร (กทม.) 8 เวที โดยจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้ง 1 เขต จะจัด 1 เวที โดยจะมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 300 คน ขณะที่จังหวัดซึ่งมี 25 เขตเลือกตั้ง ให้จัด 1 เวที แต่ละเวทีมีผู้เข้าร่วมเวทีละ 4001,000 คน ส่วนจังหวัดที่มี 610 เขตเลือกตั้ง จัด 2 เวที มีผู้เข้าร่วมเวทีละ 6001,000 คน จังหวัดที่มี 1115 เขตเลือกตั้ง จัด 3 เวที มีผู้เข้าร่วมเวทีละ 6001,000 คน
สำหรับเรื่องที่ยากที่สุดหนีไม่พ้นการจัดหาวิทยากรและกระบวนการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วม ซึ่งสุขุม ระบุว่า ให้แต่ละจังหวัดไปจัดประชุมหารือกันในกลุ่มจังหวัด โดยหารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้บริหารสถาบันการศึกษาในเขตกลุ่มจังหวัด ตามจำนวนที่เห็นสมควรเพื่อสรรหาวิทยากรกระบวนการ ซึ่งอาจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้นำทางศาสนา ที่มีความรู้ความสามารถหรือมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และมีความเป็นกลางทางการเมืองในแต่ละจังหวัดเป็นวิทยากร โดยให้มีตัวแทนกลุ่มจังหวัดละ 20 คน เพื่อเตรียมเข้าอบรมวิทยากรจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยวิทยากรจะมีทั้งหมด 440 คน แบ่งเป็น วิทยากรในต่างจังหวัด 400 คน กรุงเทพฯ 40 คน ส่วนเรื่องความเป็นกลางของวิทยากรนั้น ขอให้มั่นใจ เพราะจะมีการสลับวิทยากรจากภาคอีสานไปอบรมภาคใต้บ้าง หรือบางครั้งก็จะนำวิทยากรภาคใต้ไปอบรมทางภาคเหนือหรือภาคอีสานบ้าง เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจกรอบความคิดของการทำประชามติตรงกัน
ขณะที่การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายนั้น เจ้าพ่อสวนดุสิตโพล ให้ตัวเลขไว้ว่า 80% ของแต่ละเวที จะมาจากการคัดเลือกจากทุกกลุ่มอาชีพในแต่ละจังหวัด โดยอาจเป็นได้ทั้งนักวิชาการ ผู้นำชุมชน นักเรียนนักศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ ขณะที่อีก 20% ให้ผู้สนใจสมัครเข้ามา โดยอาจตั้งเกณฑ์ในการคัดเลือก หรือใช้รูปแบบการสุ่มเข้ามา โดยจะให้สถาบันการศึกษาที่เป็นเจ้าภาพจัดเวทีร่วมกับคณะวิทยากรคัดเลือกผู้เข้าร่วมเวทีประชาเสวนาตามจำนวนและแนวทางที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตกำหนด หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจะรับไม้ต่อ โดยนำข้อคิดเห็นทั้งหมดที่ได้เข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยเอาทางออกของประเทศเป็นตัวตั้ง
ทั้งนี้ จะขอให้กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกสถานที่เท่านั้น ส่วนการดูแลการจัดเวทีให้และเนื้อหาที่เกิดขึ้นให้สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นผู้จัดเวทีรับผิดชอบ







