posttoday
สังคมไทยกับการคอร์รัปชัน

สังคมไทยกับการคอร์รัปชัน

19 ธันวาคม 2555

ขณะที่สังคมไทยต่างรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันกันอย่างกระตือรือร้น หรือแม้แต่ในวงการศึกษาก็เห็นว่าได้มีการเร่งปรับหลักสูตรการเรียนการสอนว่า “โตไปไม่โกง”ซึ่งการรณรงค์ที่ทำอยู่ขณะนี้ถูกจับตามองว่า เอาจริงเอาจังกันเพียงใด หรือจะเป็นเพียงแค่ “วาทกรรม” ที่ถูกเสนอเพื่อปกปิดภาพลักษณ์ของสังคมไทยที่ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ “สอบตก” ในคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน

ขณะที่สังคมไทยต่างรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันกันอย่างกระตือรือร้น หรือแม้แต่ในวงการศึกษาก็เห็นว่าได้มีการเร่งปรับหลักสูตรการเรียนการสอนว่า “โตไปไม่โกง”ซึ่งการรณรงค์ที่ทำอยู่ขณะนี้ถูกจับตามองว่า เอาจริงเอาจังกันเพียงใด หรือจะเป็นเพียงแค่ “วาทกรรม” ที่ถูกเสนอเพื่อปกปิดภาพลักษณ์ของสังคมไทยที่ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ “สอบตก” ในคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ เพราะดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของสังคมไทย พบว่า “ค่าคะแนนดัชนีชี้วัดความโปร่งใสเรายังสอบตก” โดยพบการรายงานข้อมูลจาก ดร.จุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชันประจำปี 2555 พบว่าประเทศไทยได้ 37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 88 จากการจัดอันดับทั้งหมด 176 ประเทศทั่วโลก และอยู่ในอันดับที่ 11 จาก 21 ประเทศในรูปภาคเอเชีย โดยประเทศไทยมีคะแนนเท่ากับประเทศมาลาวี โมร็อกโก สวาซิแลนด์ และแซมเบีย

ผลจากการจัดอันดับทั้ง 176 ประเทศทั่วโลก ปรากฏว่ามีเพียง 53 ประเทศเท่านั้นที่สอบผ่าน หรือได้คะแนนเกิน 50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 ขณะที่อีก 123 ประเทศ ที่มีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง รวมประเทศไทยด้วย ส่วนประเทศที่มีคะแนนที่ถือว่าครองแชมป์เป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ (คะแนน 90 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน) และประเทศที่มีอันดับสุดท้ายได้คะแนนต่ำที่สุด ได้แก่ อัฟกานิสถาน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย (8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน)

สำหรับในรูปภาคเอเชีย สิงคโปร์ยังคงได้คะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง (87 คะแนน) และมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่มีคะแนนเกินครึ่ง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ภูฏาน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และบรูไน ส่วนที่เหลืออีก 14 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยมีคะแนนต่ำกว่าครึ่ง และมีข้อสังเกตว่าประเทศที่มีอันดับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนในรูปภาคเอเชีย ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพราะในประเทศนั้นๆ มีการจัดการปัญหาการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้จริงและมีความเชื่อในเจตจำนงของผู้นำประเทศ

ผมได้สำรวจโดยการทบทวนบทเรียนในต่างประเทศที่มีการป้องกันการคอร์รัปชันอย่างได้ผล พบว่านอกเหนือจากการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจังแล้ว ยังต้องกระทำในรูปของ “การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ” ของคนในชาติ โดยเฉพาะการปลูกฝังจิตสำนึกต่อต้านการคอร์รัปชัน ตั้งแต่วัยเด็ก เยาวชน ผมเข้าใจว่าสังคมไทยเรายังมีปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติของคนไทยที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะคนไทยร้อยละ 70 มีทัศนคติที่ยอมรับกันได้กับการทุจริตคอร์รัปชัน และการคอร์รัปชันในสังคมไทยก็กลายเป็นว่า “การคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ” โดยที่คนในสังคมไทยอาจจะถือว่าเป็นค่านิยม หรือวัฒนธรรมที่ต้องแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เราจึงเห็นว่า พฤติกรรมของคนไทยในเรื่องการคอร์รัปชันก็จะมีอยู่ในทุกๆ วงการ เพราะมีพฤติกรรมเอาผลประโยชน์ของรัฐ หรือสิ่งที่ส่วนรวมควรได้รับประโยชน์ แต่กลับถูกเบียดบังไปเป็นผลประโยชน์ในเชิงส่วนตนเองและกลุ่มพวกพ้อง อาทิ

วงการราชการ ซึ่งถือเป็นกลไกการทำงานของรัฐบาลในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ รัฐบาลที่มีรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง ผู้กำกับดูแลกรม หรือสำนักที่มีฐานะเทียบเท่ากัน ถ้าหากการกระทำของเจ้ากระทรวง (รัฐมนตรี) กับอธิบดีกรมต่างๆ ที่จะหาประโยชน์ร่วมกันทั้งในนามบุคคลและพรรคการเมือง ก็กระทำกันตั้งแต่การแต่งตั้งอธิบดีอันเป็นคนของตนเอง เพื่อรัฐมนตรีจะได้สั่งการในการแทรกแซงกิจการโครงการ หรืออภิมหาโปรเจกต์ทั้งหลายที่เป็นเงินเป็นทอง หรืออาจจะเรียกว่าเกิดการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย

แม้แต่ในวงการศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เป็นที่รู้ๆ กัน อธิการบดีก็มีผลประโยชน์ซ้อนทับในหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเอาพวกตัวเองเข้ามาประมูลงานและแลกผลประโยชน์ โดยเฉพาะที่เห็นชัดๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งช่วงแรกๆ ที่มีการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยมีการปรับตัวและมุ่งเน้นเปิดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ จำเป็นที่จะต้องขออาคารเรียน อาคารสำนักงาน ตึกอธิการบดี และอาคารหอประชุม จำเป็นต้องมุ่งการก่อสร้างในสิ่งเหล่านี้ ก็พบว่าอธิการบดีหลายๆ แห่งต่างก็มุ่งการก่อสร้าง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งก็มีผลประโยชน์ซ้อนทับแอบแฝง ทำให้อธิการบดีหลายคนอิ่มหมีพีมันไปตามๆ กัน

ยิ่งในวงการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ที่ได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล และดำเนินการในรูปของการก่อสร้าง และการจัดบริการสาธารณะทั้งหลาย ต่างก็มีผลประโยชน์ซ้อนทับกับผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือผลประโยชน์อื่นๆ รวมทั้งการหาผลประโยชน์จากโครงการ กิจกรรม ที่มีวาระซ่อนเร้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจับได้ยาก แม้แต่การจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของบประมาณผ่านกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ก็เข้าใจว่ารัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีเอี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขอไปเหล่านี้

ผมจึงเข้าใจว่า การคอร์รัปชันในสังคมไทยจึงกลายเป็นเรื่องการพยายามที่จะหาช่องทางเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยการเบียดบังงบประมาณของรัฐ เพื่อเอาไปเป็นผลประโยชน์ตัวเองและคณะพวกพ้อง ทั้งพรรคการเมืองและผู้บริหารองค์กร เป็นต้น เพราะเขาไม่ได้รู้สึกหรือมีทัศนคติว่า ผลที่เบียดบังไปจะเป็นภัยอันตรายต่อชาติและแผ่นดิน ที่สำคัญคนไทยร้อยละ 70 ก็ยังมีทัศนคติว่า การคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ ผมจึงอยากเสนอว่า การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยต้องกระทำโดยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนไทยให้ต่อต้านหรือไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน ควบคู่ไปกับมาตรการเชิงกฎหมายที่เข้มงวดและจริงจัง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน