
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุม
...พิริยะ ผลพิรุฬห์
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง (หรือที่มีชื่อเต็มว่า
“กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ”) ได้สร้างความกังวลแก่ประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ที่จากเดิมที่แย่อยู่แล้วจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของโลก (และกำลังเริ่มที่จะดีขึ้น) อาจต้องแย่ลงไปอีก และจะเป็นการยากที่จะเยียวยาตามทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์มหภาค การชุมนุมประท้วงในประเทศใดก็ตาม มักจะส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นจากการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน (โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างประเทศ) ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณการลงทุนในประเทศลดลง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการลงทุนตรง (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) ซึ่งเมื่อนักลงทุน (โดยเฉพาะจากต่างประเทศ) ไม่มีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว นักลงทุนเหล่านั้นก็จะทำการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลตามมาถึงการลดลงของราคาหลักทรัพย์ การอ่อนตัวของค่าเงินในประเทศ การถดถอยทางเศรษฐกิจ จนลามไปถึงการว่างงาน ตามลำดับ
จากการประเมินผลกระทบระยะสั้น (Short Run Impact) แล้วยังพอคลายกังวลได้ในระดับหนึ่งว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นยังคง
“ไม่เกิดขึ้นตามทฤษฎีข้างต้น” นักลงทุนต่างชาติยังคงพอใจที่จะลงทุนในประเทศไทยต่อไป ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 20 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2551 และค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าที่สุดในรอบ 21 เดือนที่ 32.42 บาทต่อเหรียญสหรัฐ พร้อมกันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังรายงานว่า ยังไม่เกิดแนวโน้มของการถอนเงินออกจากธนาคารแต่อย่างไรทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีข้างต้นนั้น เกิดจากการที่เศรษฐกิจของประเทศ (รวมถึงภาคการเงิน) ยังมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง รวมไปถึงการที่ภาครัฐบาลพยายามคลายความกังวลของนักลงทุน การแสดงประสิทธิผลของงบลงทุนไทยเข้มแข็ง ประกอบกับรูปแบบการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เน้นสันติวิธีมากขึ้น (เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว) จึงทำการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น และที่จะกระทบมากจริงๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี การชุมนุมที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบทางลบแน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (LongTerm Impact) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะเป็นการยากที่จะเยียวยา เหมือนกับหลายๆ ประเทศในโลกที่ปัญหาทางการเมืองเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ยากจนลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
การมีความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย (อย่างที่แต่ละฝ่ายอ้าง) แต่การไม่รับฟัง ไม่พูดคุย มีอัตตา และไม่ทำงานด้วยกัน เราจะเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
“การมีน้ำใจนักกีฬา” รู้แพ้ รู้ชนะให้อภัย เล่นเป็นทีม และรอโอกาสที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ระบอบประชาธิปไตยไทยต้องการมากที่สุดในขณะนี้






