posttoday
รถแร่ประจำหมู่บ้าน

รถแร่ประจำหมู่บ้าน

18 ธันวาคม 2555

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสฟังอดีตผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์สโตร์ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติพูดถึงธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย เนื้อหาสาระส่วนใหญ่ก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมถูกกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านค้าประเภทซูเปอร์สโตร์ และร้านค้าสะดวกซื้อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมด

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสฟังอดีตผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์สโตร์ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติพูดถึงธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย เนื้อหาสาระส่วนใหญ่ก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมถูกกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านค้าประเภทซูเปอร์สโตร์ และร้านค้าสะดวกซื้อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมด

แนวโน้มร้านค้าปลีกดั้งเดิม เช่น พวกร้านซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ในท้องถิ่นหรือร้านโชห่วยคงสูญพันธุ์ไป เพราะไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ของต่างชาติหรือนายทุนต่างชาติได้

แต่ที่ผมค่อนข้างสะกิดใจ คือ เขาพูดถึงธุรกิจรถเร่ขายกับข้าวตามหมู่บ้านหรือตามแหล่งชุมชน ผมไม่ทราบว่าเขาไปเก็บตัวเลขจำนวนรถขายกับข้าวเหล่านี้จากไหนว่ามีอยู่กี่คัน เพราะเขาระบุจำนวนรถว่ามีอยู่กี่คัน ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนประมาณ 5 ล้านกว่าคัน ซึ่งผมไม่ได้ตั้งใจจำเพราะเขาบอกแต่แรกว่าปริมาณรถเร่ขายกับข้าวเหล่านี้ลดลงปีต่อปีเหมือนร้านโชห่วย

ซึ่งค้านกับความรู้สึกของผมอย่างยิ่ง เพราะเผอิญผมอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ทุกวันมีโอกาสสัมผัสรถเร่ขายของตั้งแต่เช้า คือทันทีที่ผมกวาดถนนหน้าบ้านตอนเช้าเสร็จ จะมีรถขายกับข้าวคันหนึ่งเข้ามาจอดขายริมรั้วบ้านทันที และก็เผอิญวันไหนขับรถออกไปข้างนอก จะเห็นรถขายกับข้าวอีกคัน หรือ 2 คันจอดขายหน้าหมู่บ้านบ้าง หลังหมู่บ้านบ้าง เพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลงอย่างที่ฝรั่งบอก

รถเร่เหล่านี้เป็นรถอภิสิทธิ์ครับ คือ แกสามารถจอดรถหน้าบ้านผมโดยเจ้าของบ้านไม่กล้าออกไปบอกให้ย้ายไปจอดที่อื่น หรือให้ขายเงียบๆ อย่าใช้ไมโครโฟนส่งเสียงบอกชาวบ้านว่า มีปลาสดๆ กุ้งสดๆ ขาย เพราะขายกันทุกวันซื้อกันทุกวันอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เพราะเจ้าของบ้านอีกคนฝ่ายหญิงเป็นลูกค้าประจำ พอได้ยินเสียงรถเป็นต้องออกไปซื้อผัก ซื้อปลา มาทำกับข้าวให้เจ้าของบ้านฝ่ายขายคือผมกิน ขืนไล่ไปที่อื่นคงอดกิน เลยจำใจต้องกวาดถนนไว้ให้เขามาจอดรถขายกับข้าวจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่ได้ส่วนลดหรือค่าแรงใดๆ ทั้งสิ้น

นี่เป็นรถขายกับข้าวจริงๆ ไม่นับรถขายขนมหวาน ซาลาเปา ขนมจีบตลาดพลู (ตามเสียงผ่านไมค์) อีกหลายคันที่เข้ามาขายทุกวัน และนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น รถขายบันได ไม้กวาด และสินค้าจิปาถะที่บรรทุกกันมาเต็มรถ เพราะฉะนั้นต่อให้อมพระมาพูดว่ารถเร่จะสูญพันธุ์เหมือนร้านโชห่วยผมก็ไม่เชื่อ เพราะเห็นอยู่ว่ามีแต่จะเพิ่มขึ้น ส่วนจะมีรถพวกนี้กี่คันทั่วประเทศผมไม่ทราบ เอาแค่ในหมู่บ้านผมเอง ผมยังไม่ทราบเลย เพราะไม่ได้มีการจดทะเบียนรถเร่ขายกับข้าว

ความจริงผมกลับมองว่า รถเร่เหล่านี้อาจจะเป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับคนไทยที่มีทุนรอนน้อย แต่ขยันทำมาหากินที่จะแข่งขันกับร้านซูเปอร์สโตร์หรือร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพราะไหนๆ ไม่มีทุนเปิดร้าน ติดเครื่องปรับอากาศให้หรูหรา ก็เอาสินค้าใส่รถมาขายให้ถึงหน้าบ้านผู้บริโภค พูดให้หรูๆ หน่อย คือ การแก้ไขปัญหาจุดขาย (Place) ที่อ่อนด้อยกว่าแบบเจียมเนื้อเจียมตัว แค่ลงทุนซื้อรถปิกอัพคันหนึ่งพวกคนขายกับคนขับซึ่งร้อยละร้อยเป็นสามีภรรยากัน ก็สู้เขาได้แล้ว แทนที่จะเอาผักเอาปลามาวางขายที่แผงรอคนมาซื้อ

ส่วนจุดแข็งประการที่ 2 ของระบบการค้าแบบรถเร่ คือ การนำสินค้าที่สดใหม่มีคุณภาพมาขายถึงบ้าน ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องซื้ออาหารมาแช่ตู้เย็นไว้เป็นอาทิตย์เหมือนการออกไปซื้ออาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างดิสเคาต์สโตร์ เดี๋ยวนี้ผมไม่ต้องคอยเคลียร์อาหารที่ค้างตู้เย็นเพราะกินไม่ทันเหมือนก่อน เพราะคนที่บ้านเลือกที่จะซื้ออาหารเฉพาะที่จะทำให้ผมและลูกๆ กินแต่ละวันเท่านั้น

ถ้าคำนวณความสูญเสียจากการกำจัดอาหารที่กินไม่ทันจากตู้เย็นออกไป การซื้อผักตำลึงทีละกำ หรือปลาสลิด 3 ตัวมาทอด ไม่ได้แพงกว่าการออกไปซื้ออาหารในร้านดิสเคาต์สโตร์ใหญ่ที่โฆษณาว่าขายถูกสุดๆ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เผลอๆ ถูกกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่เสียเวลาและเสียค่าน้ำมันรถออกไปซื้อ นี้ก็เข้าหลักการแข่งขันด้านการตลาด คือ การแข่งขันด้านราคา (Price) ไงครับ

ทีนี้มาดูตัวสินค้า ผมออกไปเดินดูสินค้าโดยเฉพาะอาหารที่เขาเอาใส่รถมาขายแล้วพอมองออกว่าเป็นอาหารสด เพราะเขาไปซื้อจากตลาดสดมาขายตั้งแต่เช้า และวันไหนถ้าซวยๆ ขายไม่หมด เขาก็มีจรรยาบรรณพอที่จะทิ้งไป ไม่เอาของค้างสต๊อกมาย้อมแมวขาย เพราะถ้าทำอย่างนั้นคงถูกลูกค้าประจำซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรีค่อนข้างสูงวัยรุมต่อว่า และอนาคตในการทำธุรกิจคงสั้นเพราะลองโดนคนหนึ่งไม่พอใจ จับได้ว่ามีการย้อมแมวเอาสินค้าค้างคืนมาขาย รับรองว่าคงทราบกันทั้งซอยหรือทั้งหมู่บ้าน เพราะผมเห็นบรรดาลูกค้าเหล่านี้ใช้โอกาสในการซื้อกับข้าว พบปะสังสรรค์กันรอบรถ จนได้ชื่อว่าคนที่ทราบความเป็นไปของผู้คนในหมู่บ้านมากที่สุด น่าจะเป็นคนขายของรถเร่นี่เองไม่ใช่ใครอื่น ถ้าผมลงเลือกตั้งเมื่อไหร่ จะต้องพยายามเอามาเป็นหัวคะแนนให้ได้

สรุปแล้ว คือ อยากได้อาหารใหม่สดทุกวันให้ซื้อจากรถขายกับข้าวประจำหมู่บ้าน ภาษาการตลาดเขาเรียกว่า (Product) ซึ่งผมว่าเผลอๆ อาหารสดกว่าอาหารที่แช่ตู้แช่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือดิสเคาต์สโตร์ด้วยซ้ำ

สุดท้าย คือ การส่งเสริมการขาย หรือ Promotion คือนอกจากจะส่งเสียงบอกการมาให้ได้ยินไปทั้งหมู่บ้านแล้ว ยังตรงเวลาทุกวัน ทำให้ผู้ซื้อเกิดความคุ้นเคย วันไหนไม่มาหงุดหงิดเหมือนติดยาเสพติด เพราะการมาของรถเร่ขายกับข้าวไม่ได้หมายถึงเวลาที่ซื้อกับข้าวเท่านั้น แต่หมายถึงเวลาแห่งการพบปะสังสรรค์ระหว่างเพื่อนบ้าน ที่ปกติต่างคนต่างปิดบ้านอยู่ตัวใครตัวมัน ผมเคยเลียบๆ เคียงๆ เข้าไปฟังว่า เขาคุยอะไรกัน ปรากฏว่า ฟังไม่ทัน เพราะมีแค่คนพูดไม่มีคนฟัง มีคนขายกับข้าวเป็นไมเดอร์เรเดอร์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรับรองว่าดิสเคาต์สโตร์ที่ไหนก็ให้บริการแบบนี้ไม่ได้

นอกจากนั้น ยังให้เบอร์โทรศัพท์กับลูกค้า ใครอยากได้สินค้าพิเศษโทรไปสั่งล่วงหน้าได้ และมีบริการพิเศษ เช่น ปอกสับปะรด ขอดเกล็ดปลาให้ลูกค้าริมถนนหน้าบ้านผม จนต้องกราบกรานให้ช่วยเก็บเกล็ดปลาที่ขอดแล้วใส่ถังขยะให้ด้วย อย่าทิ้งไว้ให้ผมเก็บเป็นบริการหลังการขาย หรือ After Sale Service เด็ดขาด ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี

ประการสุดท้าย ผมว่าธุรกิจนี้คงไม่ต้องเสียภาษีกำไรหรือภาษีเงินได้ให้ใคร ค่าแรงก็กงสี ไม่ต้องจ้างใคร อย่างนี้ถึงจะสู้กับซูเปอร์สโตร์ได้

เพราะฉะนั้นใครมาบอกว่าธุรกิจรถเร่ขายกับข้าวจะสูญพันธุ์ ผมไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา