
ธปท.เตือนรับมือ‘บาทแข็ง’
ธปท.เตือนรับมือ “บาทแข็ง” ปีหน้า แนะอย่าเลิกทำเฮดจิง ธปท.จะปล่อยตามกลไกตลาด
ธปท.เตือนรับมือ “บาทแข็ง” ปีหน้า แนะอย่าเลิกทำเฮดจิง ธปท.จะปล่อยตามกลไกตลาด
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณถึงนักลงทุนไม่อยากให้วางใจเรื่องค่าเงินบาท พร้อมแนะนำให้นักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน และได้ซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน(เฮดจิง) ไว้แล้ว ควรจะดำเนินต่อไป เพราะหากค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น ธปท.ก็จะปล่อยตามกลไกตลาดมากขึ้น พยายามจะไม่ใช้วิธีการเข้าดูแลมากนัก
นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปีหน้ามีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และต้องติดตามความเคลื่อนไหว เพราะจากการที่ ธปท.มีการเปิดให้เงินทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ ได้เพื่อสร้างสมดุลเงินไหลเข้าไหลออกนั้น ขณะนี้เงินทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศเริ่มชะลอตัวลง ทำให้สมดุลเงินไหลเข้าไหลออกเปลี่ยนไป
ขณะที่การส่งออกปีหน้าจะมีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัว 78% บวกกับในระยะต่อไปรัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หากโครงการเหล่านี้สามารถดำเนินการได้ ก็จะเห็นการลงทุนของภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนดีขึ้น และเห็นการนำเข้าในระยะต่อไปเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ เงินทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ 9 เดือนที่ผ่านมามากกว่าปี 2554 ทั้งปี ส่วน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ พบว่ายังเหลือเงินที่จะไปลงทุนต่างประเทศอีกหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ โดยครึ่งหนึ่งเป็นเงินกู้ที่ทยอยเบิกออกไป จึงไม่กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาก
สำหรับเงินทุนต่างประเทศปีนี้ ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เนื่องจากมีการไหลเข้าทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียบวก 6 เฉลี่ยกันไปทุกประเทศ และไม่ได้ไหลเข้าไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เห็นได้จากมีเงินไหลเข้าในไทย 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไหลเข้ามาเลเซีย 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจากการติดตามของ ธปท. มีเงินไหลเข้าเข้ามาในภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่มาก เพราะผลตอบแทนในฮังการี เม็กซิโก และเช็กเพิ่มขึ้น
มาตรการคิวอี 3 พลัส และมาตรการหน้าผาการคลังของสหรัฐนั้น อาจจะทำให้มีเงินทุนไหลเข้าบ้าง แต่ไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ และ ธปท.มีเครื่องมือดูแลภาวะเงินทุนไหลเข้าและออกไม่ให้เป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทในวันที่ 1 ม.ค. 2556 คงไม่ทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากไทยไปประเทศอื่นในอาเซียน เนื่องจาก1.แนวโน้มค่าแรงในภูมิภาคกำลังปรับขึ้นเช่นเดียวกับไทย ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาค่าแรงราคาถูกมีแนวโน้มลดลง 2.ต่างชาติที่มีฐานผลิตในไทยเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคและวงเงินลงทุนสูง เช่น การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะย้ายฐานการผลิต และ 3.โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยเอื้อต่อการลงทุนมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีโครงสร้างไม่ดีเท่าไทย







